วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569 17:50 น.

ข่าวสังคม

38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมไทยอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.03 น.

38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย จากภูเขาหัวโล้น สู่ “โมเดลความยั่งยืน” ที่คนทั่วโลกได้มาเรียนรู้และต่อยอด

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิถุนายน) ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ “โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย” โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง

ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น “โมเดลความยั่งยืน” เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง

ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า“บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฟื้นป่า แต่ขยายไปสู่การจัดการขยะ น้ำ พลังงาน คาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าใจคุณค่าของทรัพยากร เพราะสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง”

คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเข้าใจ ระบบนิเวศกลับคืน ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เกิดจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลทรัพยากร เมื่อคนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต แรงกดดันต่อป่าธรรมชาติจึงลดลง และระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักฐานสำคัญของป่าที่กลับมามีชีวิต โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และติดตามข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลพื้นที่ให้คน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว

การจัดการขยะภายในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยึดหลักขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ ทำให้ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 แม้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งสำนักงาน โรงงาน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงเรียน และรองรับนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 500,000 ถึง 600,000 คน โดยมีขยะที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 102.4 ตันต่อปี หลักการสำคัญคือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ และขยะอื่น ๆ ก่อนนำไปจัดการตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท เช่น นำกลับมาใช้ใหม่ ทำเป็นอาหารสัตว์ ส่งต่อให้บริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้เป็นพลังงาน แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่จัดการได้ครบวงจร และยังขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ 29 หมู่บ้าน เพื่อให้ครัวเรือน โรงเรียน และชุมชนลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด

ด้านการจัดการน้ำ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินงานตั้งแต่การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น สำนักงานกรุงเทพฯ ดอยตุงลอดจ์ ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โรงย้อม โรงกระดาษสา และพื้นที่แปลงแมคคาเดเมีย รวมถึงการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากกระบวนการย้อม และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ ลดภาระต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศต้นน้ำ

ด้านพลังงาน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้พลังงานทดแทนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบแก๊สซิไฟเออร์จากถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากไม้ไผ่ตายขุยในป่าไผ่ การใช้ระบบน้ำร้อนจากชีวมวลในกระบวนการต้ม ฟอก และย้อมผ้า รวมถึงการผลิตไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 163.3 tCO2e ต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า การลดคาร์บอนเริ่มได้จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม และวัดผลให้ชัดเจนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน

ผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจหมุนเวียนภายใต้แบรนด์ดอยตุง (DoiTung) คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าโดยนำเศษวัสดุจากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบสินค้า ส่วนผสมในกระบวนการผลิต และพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงย้อมยังผ่านการบำบัดและนำกลับมาใช้ประโยชน์ แนวทางนี้ทำให้ DoiTung ได้รับการรับรองมาตรฐานและฉลากด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมหลายรายการ ทั้งโครงการประเมินการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กร (Circular Economy Performance Assessment System หรือ CEPAS) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ (Circular Economy Management System for Business หรือ CEMS) จากบูโร เวอริทัส, มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จาก CCQM (Con Cert Quality Management GmbH), ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product หรือ CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับผ้าพันคอและกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน Circular Mark จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับกาแฟแคปซูล เป็นต้น

คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของป่าที่ชุมชนร่วมดูแลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์ระยะยาว โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขยายการทำงานร่วมกับป่าชุมชนทั่วประเทศ

เยาวชนคือกำลังสำคัญของการดูแลทรัพยากรในอนาคต โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ Science Fair นิทรรศการพลังงานและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม “พลังงานทดแทน สร้างอนาคตคาร์บอนต่ำ” และเครือข่ายดอยตุง Young Guardians ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ที่ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน

จากภูเขาหัวโล้นสู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน จากชุมชนที่เคยขาดโอกาสสู่ชุมชนที่มีอาชีพและมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากร ดอยตุงจึงเป็น “ต้นแบบมีชีวิต” ที่ยืนยันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เมื่อคนกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว