ข่าวสังคม
เวทีสื่อเตือนภัย 7 สมรภูมิโลกร้อนระอุจับตาโลกพลิกเกมเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
จับตาโลกเปลี่ยนขั้ว ! “รศ.ดร.สมภพ” ชี้จีนก้าวกระโดดพุ่งแซงสหรัฐฯ เปิดโลกเทคโนโลยีพลิกเกมประเทศยากจน ขณะที่“รศ.ดร.ปิติ” ผ่าสงครามเย็นยุคใหม่ 7 สมรภูมิเดือดเงียบ เตือนไทยเร่งถ่วงดุลอำนาจสหรัฐฯ-จีน ก่อนเกมโลกพลิกขั้ว ด้าน “สื่ออาวุโส” แนะนักข่าวไทยรักษาสัมพันธ์จีนอย่างเท่าเทียม
วันที่ 16 ตุลาคม 2569 - ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” รุ่นที่ 8 โดย น.ส.น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า โครงการอบรมเชิงปฏิบัติครั้งนี้ เป็นความร่วมมืออันดีระหว่างสมาคมฯ กับ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2561 ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของโลกรวมถึงประเทศไทย โครงการนี้จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนไทยเรียนรู้และทำความเข้าใจประเทศจีนในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี และวัฒนธรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ และการเดินทางไปศึกษาดูงานในประเทศจีน ซึ่งการอบรมครั้งที่ 8 นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–22 ต.ค. ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ประเด็นสำคัญ ทั้งเศรษฐกิจจีนในมิติใหม่ บทบาทของจีนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก ความร่วมมือไทย–จีนด้านเศรษฐกิจอวกาศ ตลอดจนได้ศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น มุมมองและวิถีชีวิตของคนจีนรุ่นใหม่ จากการได้ไปศึกษาดูงาน ณ มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของจีน หวังว่าการอบรมครั้งนี้ จะช่วยให้สื่อมวลชนไทยเข้าใจประเทศจีนได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้านยิ่งขึ้น ประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดในการทำงานสื่อสารมวลชนให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างเต็มที่

จากนั้นเป็นการเสวนาเวทีสาธารณะในหัวข้อ “จีนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ นายกวี จงกิจถาวร อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ และคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผอ.มูลนิธิอาเซียน
โดย รศ.ดร.สมภพ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของจีนที่เป็นรูปธรรมสูงสุดก็คือเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีจีนมีพัฒนาการอย่างมาก ถ้าฟังนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวมาหลายปี หัวใจสำคัญของหลักเศรษฐศาสตร์การเมืองคือวิถีการผลิต 2 เรื่องคือ 1.ความสัมพันธ์ทางการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องคนกับคน 2.พลังการผลิต เป็นเรื่องคนกับเทคโนโลยี ผู้นำจีนชูคำนี้บ่อยครั้งมาก สัมฤทธิผลที่เกิดขึ้นคือการไล่ตามอเมริกาจนเวลานี้จะนำหน้าแล้ว เป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่เป็นรูปธรรมที่สำคัญ เทคโนโลยีที่จีนนำหน้าระดับโลก เช่น รถไฟความเร็วสูง เอไอ ซึ่งมีบทบาทมากในขณะนี้ รวมทั้งพลังงานทดแทนต่างๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น

รศ.ดร.สมภพ กล่าวว่า การที่จีนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบต่อโลก คือเราได้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ฟรี ที่เป็น Open Source ขณะที่สหรัฐอเมริกาจะเน้นเทคโนโลยีแบบมีค่าใช้จ่าย ต้องจ่ายเงินถึงใช้ได้ แต่ของจีนให้ใช้ฟรีเยอะหรือเสียเงินน้อยมาก จีนมีโอกาสนำเอาเทคโนโลยีราคาถูกออกสู่โลกแม้คุณภาพอาจจะไม่เท่าของสหรัฐฯ แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น แม้จะมีข้อระมัดระวังคือเรื่องความปลอดภัย แต่ก็ง่ายต่อการนำมาพัฒนาต่อยอด เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยกตัวอย่างเช่น โอเพ่นเอไอ ของสหรัฐฯที่ออกมาระบุว่าเริ่มควบคุมไม่ได้ และจะแฮ็กคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ทำมนุษย์เสี่ยงสูญพันธุ์ในไม่ช้า ดังนั้นเทคโนโลยีเอไอที่เป็นแบบโค้ดปิดถ้าควบคุมไม่ดีอันตรายมากกว่าแบบโค้ดเปิดของจีน ซึ่งอเมริกาไม่กล้าคุมเอไอเหล่านี้ เพราะเศรษฐกิจอเมริกาที่แตกต่างกับจีนคือหากินกับภาคการเงิน ค้าขายหุ้น พันธบัตร ถ้าไปคุมสิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อราคาหุ้นไฮเทคมีมูลค่าสูงมาก และการไปแทรกแซงจะทำให้ฟองสบู่แตก แต่เศรษฐกิจจีนเศรษฐกิจที่อิงภาคการผลิต เห็นภาพชัดจับต้องได้ จึงได้รับฉายาว่าโรงงานของโลก จีนเข้มแข็ง 2 เรื่อง 1.เศรษฐกิจที่อิงกับทรัพยากร มีแรร์เอิร์ธมีมากสุดในโลก จีนควบคุมเหมืองทั่วโลก อยู่ต้นน้ำสุด 2.การคุมภาคการผลิต ขณะที่สหรัฐคุมภาคบริการและการเงิน ดังนั้น 2 ชาติมหาอำนาจจะปฏิสัมพันธ์ในโลกอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องวิเคราะห์ต่อไป
รศ.ดร.สมภพ กล่าวต่อว่า ส่วนถ้าจะให้มองจีนยุคใหม่อย่างไรนั้น ตนคิดว่าจีนมีสิ่งเหล่านี้ คือ 1.นวัตกรรม 2.ร่ำรวยรุ่งเรืองร่วมกันจะต้องไม่สร้างปัญหากระจุกรายได้ในจีน แต่ต้องสร้างผลรวมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ไม่เฉพาะจีนแต่ประชาคมโลกด้วย เป็นความร่วมมือแบบพหุภาคี ไม่ใช่ทวิภาคีแบบที่ชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกทำอยู่ในขณะนี้ 3.การตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องได้รับการแก้ไข ต้องไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ตามอำเภอใจเหมือนที่ชาติใหญ่ทำกัน อยากบุกที่ไหนก็บุก 4.ต้องการให้โลกนี้พัฒนาร่วมกัน และมีธรรมาภิบาลโลก เป็นต้น
ขณะที่ รศ.ดร.ปิติ กล่าวว่าจากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปเยือนจีนในช่วงที่ผ่านมา มองว่าสงครามเย็นครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือจีนกับสหรัฐฯจะไม่รบกันโดยตรง แต่ไปมาหาสู่กันในลักษณะนี้ แต่ไปปะทะกันในสมรภูมิอื่นๆแทน ทั้งนี้ในปี 1991 เมื่อ 35 ปีที่แล้วไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟ และเวิลด์แบงก์ ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่สงครามเย็นสิ้นสุดลง โซเวียตล่มสลายโลก 2 ขั้วพัง สหรัฐฯ มีการจัดระเบียบโลกใหม่เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ประเทศไทยอยู่ในจุดพีคของการเข้าสู่โลกาภิวัตน์และใช้จุดพีคให้เกิดประโยชน์มากจนฟองสบู่แตกและพังในปี 1997 ปีนี้โลกาภิวัตน์พังแล้วและกำลังเข้าสู่สงครามเย็นครั้งที่ 2 และประเทศไทยได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์อีกครั้ง ตนคิดว่าเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ซึ่งสภาวะสงครามเย็นก็เหมือนคราวที่แล้วสหรัฐฯ กับโซเวียตไม่ทำสงครามกันโดยตรง แต่เขาทำผ่านสงครามตัวแทนต่างๆ

รศ.ดร.ปิติ กล่าวว่า วันนี้ตนมองว่าเรากำลังเข้าสู่สภาวะนั้นอีกครั้งแต่เกมมันเปลี่ยน เกิด 3 ขั้ว ในโลก ขั้วแรกกลุ่มประเทศโลกเหนือ (Global North)คือสหรัฐฯ โลกตะวันตก ยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่น ขั้วที่สองกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) จีน รัสเซีย อินเดีย ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เป็นต้น และขั้วที่สามคือกลุ่มประเทศอิสลาม ซึ่งแตกตัวกันอยู่ แต่หากรวมตัวกันได้จะเป็นตลาดขนาดใหญ่และเป็นเจ้าของทรัพยากร และสิ่งที่เราเห็นคือกลุ่มประเทศโลกเหนือและกลุ่มประเทศโลกใต้พยายามดึงกลุ่มอิสลามมาเป็นพวก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานี้จึงเป็นหนึ่งมหาสงครามที่ช่วงชิงการจัดระเบียบ
โดยเราจะเห็น 7 สมรภูมิที่สหรัฐฯและจีน อาจจะไม่รบกันโดยตรงแต่ทำผ่านสงครามตัวแทน คือ 1.สงครามการค้า 2.สมรภูมิโลจิสติกส์ 3.ในเมื่อจีนคุมภาคการผลิต สหรัฐฯคุมภาคการเงิน เราเริ่มเห็นหลายประเทศลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 4.สมรภูมิข่าวสารข้อมูล 5.ซอฟต์พาวเวอร์ 6.การเข้าไปแทรกแซงการเมืองผ่านเครือข่ายประชาชน การเข้าไปทำสงครามลับต่างๆ 7.ถ้าทั้ง 6 สมรภูมิข้างต้นสะสมมากๆจะกลายเป็นการจุดระเบิดในบางพื้นที่ที่เป็นการยกแสนยานุภาพทางการทหารเข้าไปสู้รบกันจริง วันนี้เราขึ้นสู่สภาวะแบบนั้นแต่เกมเปลี่ยนเป็น 3 ขั้ว คือสหรัฐฯ กับจีน รัสเซีย อินเดีย รวมถึงพันธมิตรที่เป็นประเทศพัฒนา และ ขั้วที่ 3 คือมุสลิม

รศ.ดร.ปิติ กล่าวต่อไปอีกว่าทั้งนี้ 7 สมรภูมิถ้าจะอยู่ในบนโลกจริงๆ อาจเริ่มจากพื้นดินใต้ทะเล ไหล่ทวีปที่จะปะทุออกมาในแง่ของการแย่งชิงทรัพยากรกัน ไม่ว่าจะเป็นแรร์เอิร์ธ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ เช่นข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทย เอ็มโอยู 44 ใกล้บ้านเรา จากนั้นก็เป็นบนพื้นดิน ท่อก๊าซหรือสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่เชื่อมโยงระบบโทรคมนาคมของโลก จากใต้ดินขึ้นมาที่ผิวน้ำ ทั้งช่องแคบมะละกาที่เชื่อม 2 มหาสมุทรหรือพื้นที่อื่นๆ ขึ้นไปเหนือผิวน้ำคือสายการบินพาณิชย์ต่างๆ ที่จะมีการแข่งขันกันมากขึ้น รวมทั้งโดรนต่างๆ ที่จีนมีความเชี่ยวชาญ สมรภูมิต่อไปคือขั้วโลกทั้งเหนือ-ใต้ ซึ่งในโลกนี้สมรภูมิเต็มไปหมดไม่ได้จบแค่ในโลก แต่เป็นนอกโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำ และวงโคจรค้างฟ้า ในการเชื่อมโยงและมอนิเตอร์เศรษฐกิจโลก ไปจนถึงอวกาศห้วงลึก โดยเฉพาะขั้วใต้ของดวงจันทร์ ที่จีนเตรียมส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ ให้ไปถึงก่อนสหรัฐฯ และเขากำลังแข่งกันอยู่กับโครงการอาร์เทมิสของสหรัฐฯ ที่ผ่านมาไทยหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง แต่เราจะสามารถทำนโยบายต่างประเทศของเราให้เป็นแบบประคองตัวและรักษาดุลอำนาจของทั้ง 2 ขั้วได้หรือไม่
รศ.ดร.ปิติ กล่าวต่อไปอีกว่า ดังนั้นในการประชุมเต็มคณะ (Plenum) ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 ต.ค.นี้ เราก็ต้องดู เพราะการประชุมคณะกรรมการกลางของสมัชชาใหญ่แต่ละคณะ ส่วนใหญ่จะเป็นวาระในการพิจารณาว่าใครจะมาเป็นผู้นำต่อ ซึ่งนายสี จิ้นผิง หมดวาระในปี 2027 จะไปต่อรุ่นที่ 4 หรือไม่ เพราะฉะนั้นเสถียรภาพจะสูงที่สุด และเป็นการบอกประชาคมโลกว่า จีนสนับสนุนวิธีคิดแบบพหุภาคี และจีนพร้อมแล้วที่จะไม่ได้ทำแบบสมัยนายเติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำสูงสุดของจีน ที่บอกว่าจีนต้องอยู่แบบถ่อมเนื้อถ่อมตัว นาทีนี้จีนกำลังจะร่วมเป็นคนกำหนดนโยบายในระบบพหุภาคีของทั้งโลก
ด้านนายกวี กล่าวว่า ในช่วงแรกสื่อไทยรับรู้ประเด็นเกี่ยวกับจีนจากโลกตะวันตก โดยการแปลจากข่าวของสื่อตะวันตก ระยะที่สอง ในยุคสี่ทันสมัย จีนเข้ามามีบทบาทในการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง โดยมีการลงทุนงบประมาณเป็นหมื่นล้านในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่โลกตะวันตกพยายามดิสเครดิตจีน เรียกว่าเป็นสมรภูมิที่ 8 คือสมรภูมิข่าวสาร ที่ต่อสู้กันอยู่และยังบอกไม่ได้ว่าใครชนะ ซึ่งจีนทุ่มสุดตัว ไทยเป็นสมรภูมิใหญ่มากของจีนในภูมิภาค ส่วนระยะที่สามคือในปัจจุบันมีสื่อไทยที่เข้าใจวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจจีนแบบที่คนจีนเข้าใจมากขึ้น นำเสนอในสิ่งที่จีนกำลังพูดถึงหรือโปรโมตอยู่ ซึ่งโลกตะวันตกจะไม่มีการเขียนหรือให้ความรู้แบบนี้ เราเริ่มปีทองความสัมพันธ์ไทยจีนปีที่ 51 ซึ่งความสัมพันธ์ตอนนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เป็นฝันที่รุ่งโรจน์สวยงาม เป็นความจริงที่มองเห็นได้ เปิดตาออกมาเป็นความจริงเลย คือจีนไม่ใช่จีนธรรมดา ความเจริญของจีนที่พูดมายังน้อยเกินไป ความเจริญของจีนเร็วมาก ถึงขนาดที่คนจีนเองมีปัญหาและตามไม่ทัน อย่าคิดว่าคนจีนจะชอบเรียกว่าเป็นหนูติดจั่น เป็นพลวัตสังคมจีนที่คนไทยต้องเข้าใจแบบที่คนจีนเข้าใจ ไม่ใช่แค่หมีแพนด้า กำแพงเมืองจีน กังฟู แต่วันนี้คืออีวี โรบอต เอไอ เป็นต้น

นายกวี กล่าวว่า ส่วนเหตุใดไทยเป็นสมรภูมิข่าวสารของจีนนั้น สาเหตุเพราะถ้าข่าวที่ดีออกมาจากไทยก็จะสร้างการรับรู้ที่ดีในภูมิภาคอื่นทั่วโลก แต่ที่ผ่านมาสื่อไทยเขียนข่าวที่แอนตี้จีน สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับจีนมาก ภาพลักษณ์ของจีนและไทยติดกัน เหมือนปาท่องโก๋ ถ้าภาพลักษณ์จีนไม่ดีภาพลักษณ์ไทยก็ซวยไปด้วย ดังนั้นประเทศไทยรายงานเกี่ยวกับประเทศจีนจึงมีผลต่อภูมิภาคอื่นๆ ไทยเป็นสะพานเชื่อมจีนเข้าสู่อาเซียน ถ้าความสัมพันธ์ไทยจีนไม่ดีจีนก็ได้รับผลเสียไปด้วย จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องเข้าใจจีน โดยความสัมพันธ์ไทยจีนต้องเป็นไปในลักษณะของหุ้นส่วน เท่าเทียม สันติภาพ
นายกวี กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยเหมือนกับหลายประเทศที่ไม่เลือกข้าง แต่จะถูกบังคับโดยวิถีชีวิตและเทคโนโลยี เราจะเลือกข้างไหนหรือจะเอาทั้ง 2 ข้าง ตอนนี้ไทยเรากำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งตนคิดว่าเราจะไม่เลือกข้าง เหมือน ลาว หรือกัมพูชา ที่ เลือกข้างไปแล้วว่าอยู่ฝั่งจีน ซึ่งในเดือน พ.ย.นี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 49 ที่ฟิลิปปินส์ โดยจะต้องมีการลงนามความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างไทยและอเมริกา ซึ่งต้องจับตาในเรื่องนี้ ตามด้วยการประชุมเอเปกที่เซินเจิ้นประเทศจีน ในเดือน พ.ย. ตนคิดว่าไทยจะไม่เลือกข้างเด็ดขาด และจะต้องต้องสินใจต้นปีหน้าว่าจะเลือกทั้ง 2 ข้างได้หรือไม่ เชื่อว่าไทยจะเอาทั้ง 2 ข้าง

“ดังนั้นประเด็นปี 51 ของความสัมพันธ์ไทยจีน จึงไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อกัน ประสบการณ์ 42 ปีการทำข่าวของตน ความสัมพันธ์ปีที่ 51 ไม่ใช่อย่างที่บอกว่าไทยจีนพี่น้องกัน สิ่งที่เราต้องการเพิ่มให้อีกคำหนึ่งคือ เราจะต้องเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน จีนยิ่งใหญ่ก็จริง แต่เราจะต้องกล้า เราจะต้องเข้าใจจีนในแบบที่จีนเข้าใจ นักข่าวต้องเข้าใจจีนในทุกมิติอย่างที่จีนเข้าใจ จีนสนใจประเทศไทยปีหนึ่งส่งนักวิชาการมาเป็นร้อยๆคน แต่ของไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านจีนน้อยมาก คนไทยจะเชื่อว่าจีนเข้าข้างกัมพูชา มีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนประโคมข่าวว่าจีนส่งอาวุธให้กัมพูชา จีนก็บอกว่าเรื่องอาวุธมีการซื้อขายเหมือนที่ไทยซื้ออาวุธจากจีน แต่ไทยไม่ได้ใช้ในลักษณะแบบเดียวกับกัมพูชา เราใช้อาวุธของสหรัฐฯ เพราะระบบปฏิบัติการอาวุธของเราเป็นแบบโลกตะวันตก สิ่งเหล่านี้เราจะต้องเข้าใจ ดังนั้นนักข่าวต้องเข้าใจพลวัตสังคมจีนให้ครบถ้วน”นายกวี กล่าว
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » ข่าวสังคม
Top 5 ข่าวข่าวสังคม ![]()
- วางศิลาฤกษ์ โรงแรมใหม่ 15 ต.ค. 2569
ข่าวในหมวดข่าวสังคม ![]()
ปลุกภาคประชาชนลุกฮือต่อต้านรัฐแก้ไขกฎหมายกินรวบ “ภาษีบาป” 15:53 น.- ไทยพีบีเอสแถลงตอกกลับ สตง.ไม่ใช่หน่วยวินิจฉัยความผิด 20:54 น.
- มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯขับเคลื่อน “ขยะไปต่อ” เชื่อม กทม.–ดอยตุงเปิดพื้นที่เรียนรู้ป่าในเมือง 20:36 น.
- เชื่อมโลกไร้รอยต่อ 14:29 น.
- สำนักงานเศรษฐกิจฯไทเป/ประเทศไทยจัดงานฉลองครบรอบ 115 ปีวันชาติไต้หวัน 13:05 น.


