ประกัน
กรุงเทพประกันชีวิต จัดกิจกรรม Leader Club ยกระดับตัวแทนสู่ Life Care Partner
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
กรุงเทพประกันชีวิต จัดกิจกรรม Leader Club ยกระดับตัวแทนสู่ Life Care Partner
กรุงเทพประกันชีวิต ยกระดับคุณภาพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน เดินหน้ามุ่งสู่ Life Care Partner ปรับบทบาทสู่การเป็น “ตัวแทนของความใส่ใจ” เน้นสร้างความรู้ ทักษะและเป็นผู้ใส่ใจลูกค้าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้านทุกช่วงชีวิต รองรับสังคมอายุยืนอย่างมั่นคง ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือโครงการ Leader Club งานสัมมนาให้ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้จัดสัมมนาหัวข้อ Life Care Partner Pre – Retirement ณ ห้องประชุมชิน โสภณพนิช อาคารกรุงเทพประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

ในงานสัมมนาการเตรียมตัวก่อนเกษียณ หรือ Pre – Retirement มีวิทยากรให้ความรู้ 3 ท่าน ประกอบด้วย คุณอรพรรณ บัวประชุม CFP® Assistant Managing Director, Wealth Management Academy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด คุณนรินทร์ เอกวงศ์วิริยะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร และ คุณทรงพล ปรีดาวุฒิ FSA ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยจุดร่วมของปัญหาหลักที่พบได้ของคนส่วนใหญ่ในการเตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณอายุ คือ ความคิดว่า “ยังไม่ถึงเวลา” และเมื่อถึงวันที่ใกล้เกษียณแล้วกลับพบว่าการเตรียมตัวช้าไป มีหลายคนที่อายุ 60 ปีแล้วยังมีเงินไม่เพียงพอ และหลายคนเตรียมเงินก้อนหลังเกษียณเพื่อที่จะใช้ชีวิตในอีก 20 ปีข้างหน้า ขณะที่แนวโน้มในอนาคตนวัตกรรมทางการแพทย์มีความก้าวหน้าและอาจส่งผลให้คนมีอายุยืนยาวขึ้นถึง 90 – 100 ปี การเตรียมความพร้อมและวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องจำเป็น และผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือผู้ที่อยู่ในอาชีพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินที่ในวันนี้ไม่ใช่แค่ผู้ขายผลิตภัณฑ์อีกต่อไป
คุณอรพรรณ บัวประชุม จาก Wealth Management Academy บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า นวัตกรรมการแพทย์ทำให้ผู้คนมีเวลามากขึ้น เราจะบริหารจัดการเงินอย่างไรให้พอเพียง ซึ่งในบางคนเมื่อใกล้เกษียณอาจต้องเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ ดังนั้น การเตรียมตัวจึงต้องวางแผนให้มีเงินเพียงพอ สำหรับผู้ที่ยังมีระยะเวลาสะสมโดยเฉพาะผู้เริ่มต้นทำงาน ควรจัดพอร์ตหลายรูปแบบ โดยสามารถแบ่งเป็น 4 พอร์ต คือ 1. พอร์ตเงินสำรองฉุกเฉิน 2 ปี เมื่อเกษียณไปแล้ว (post-retirement) 2. พอร์ตสินทรัพย์ปลอดภัย 3. พอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงที่ต้องมีเพื่อชนะเงินเฟ้อ สามารถลงทุนได้ทั้งความเสี่ยงปานกลาง เพื่อเอามาเติมให้พอร์ตที่ 1 เช่น หุ้นปันผล พันธบัตร หุ้นกู้ และความเสี่ยงสูง ที่จะดึงเงินมาใช้เมื่ออายุขึ้นเลข 8 และ 4. พอร์ตสุขภาพ เพื่อรองรับค่ารักษาพยาบาลโรคที่อาจเกิดขึ้นในผู้สูงวัย เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน
“การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง เราต้องจัดพอร์ต สินทรัพย์ที่ต้องมียาวๆ คือ อะไรที่เติบโต เช่น พันธบัตร หุ้นปันผล กองทุนหุ้นปันผล หรือกองทุนที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จะมีโอกาสที่รายได้จะสูงกว่าเงินเฟ้อ นอกจากนี้ยังมีกองทุนผสมที่ 30% ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง และ 70% ลงในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ โดยสามารถสั่งขายออกมาอัตโนมัติได้ทุกเดือน ส่วนทองคำขึ้นอยู่กับคนชอบและมีหลายรูปแบบ เช่น การออมทองที่สะสมได้บ่อยๆ หรือการลงทุนในกองทุนทองคำที่ได้ลดหย่อนภาษี ผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือ RMF และกำไรไม่ต้องเสียภาษี” คุณอรพรรณกล่าวพร้อมฝากข้อคิดว่า
“เมื่อเราอายุมากขึ้นอาจรับความเสี่ยงน้อยลง เราอาจกังวลว่าเงินจะหมดก่อนเราหมดลมหายใจ อยากให้คิิดกลับว่า เราจะใช้เงินยังไงให้เพียงพอและยังให้มีเงินเหลือให้คนข้างหลัง ในวัย 60 ตอนทำงานอาจไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ เมื่อเกษียณแล้วถ้าเรากอดเงินไว้ จนไม่กล้าใช้ ในวันที่อายุถึงเลข 7-8 เราอาจมองย้อนกลับไปแล้วคิดว่าทำไมไม่ทำอะไรในช่วงที่เรายังไหว เราควรใช้เงินอย่างมีความสุขและเหลือพอเพียงที่จะส่งต่อให้คนที่เรารัก คือต้องมี Wealth Health Joy และอยากให้คิดว่าเราอาจเป็นรุ่นสุดท้ายที่ดูแลพ่อแม่ และอาจเป็นรุ่นแรกที่ต้องดูแลตัวเอง ดังนั้นเราต้อง Live Well”

คุณนรินทร์ เอกวงศ์วิริยะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร กรุงเทพประกันชีวิต กล่าวว่า Pre -Retirement ในโลกที่อายุยืนขึ้น (Longevity) ควรเน้นการโฟกัส “โครงสร้างความมั่นคง” ควบคู่กับ “ผลตอบแทน” สำหรับวัยที่ “ความผิดพลาดแก้ยาก” การป้องกันไม่ให้พอร์ตผันผวนในช่วงที่ไม่มีเวลาแก้ตัวแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่า ROI คือ Sustainability ของกระแสเงินสด แผนการเงินที่คนมีอายุยืนขึ้น จึงควรปรับเป้าหมายไม่ใช่เพียงให้ “พอใช้” เท่านั้นแต่ควรเพื่อ “คุณภาพชีวิตระยะยาว”
วัตถุประสงค์ของเงินในช่วงเวลาที่โลกอายุยืนยาวขึ้น ขึ้นอยู่กับการวางแผนการเงินที่ดีซึ่งไม่ได้เพียงเพื่อสะสมมูลค่า แต่ต้องให้เงินทำงานพร้อมกันในหลายมิติเพื่อรองรับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยสามารถแบ่งออกเป็น 1. ความต่อเนื่องของชีวิต เพื่อพยุงชีวิตและการเปลี่ยนผ่านช่วงชีวิต 2. เครื่องมือจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพื่อลดแรงกระแทกในช่วงเจ็บป่วย เพื่อไม่ต้องกังวลกับเงินก้อนที่สะสมไว้ รวมถึงเพื่อแผนดูแลระยะยาว (Long Term Care Plan) 3. อิสระภาพในการตัดสินใจ เพื่อให้เรายังสามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้ สามารถเลือกใช้ชีวิตแบบที่ต้องการทั้งตัวเราและครอบครัว 4. ความรับผิดชอบต่อคนรอบตัว เพื่อป้องกันผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นที่อาจกระทบกับเป้าหมายชีวิตและครอบครัว
บทบาทของผู้ขายประกัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก 10 ปีที่แล้ว ที่เน้นขายประกันที่คุ้มครองแค่อายุ 80 ตอนนี้ต้อง 99 ปี ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเพราะเราต้องอยู่กับลูกค้าไปตลอด บทบาทของตัวแทนของความใส่ใจหรือ Life Care Partner คือต้องช่วย pre วิธีคิดเรื่องการเตรียม และ post คือเรื่องการใช้ ซึ่งปัญหาที่คนมองข้ามสำหรับโรคที่แพงที่สุด คือ โรคที่เราไม่ได้เตรียม ซึ่งที่ผ่านมาคนขายไม่ได้วางแผนบำนาญที่ต้องเตรียมเผื่อไปอีก 35 ปี และคนส่วนใหญ่จะมาเตรียมช่วง 5 ปีสุดท้าย ซึ่งอาจไม่พอเพียง หากมีการเตรียมตั้งแต่อายุ 40 ก็จะพร้อมมากกว่า
“เรื่องอายุยืนเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย ไม่ใช่ให้มีเงินพอใช้แค่เป็นระดับขั้นต่ำหรือคิดแค่พอกิน แต่ต้องคิดว่าเราจะใช้ชีวิตยังไงให้มีคุณภาพ ไม่อยู่บนความเครียด ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ “เสียชีวิตเร็ว” แต่คือ “การอยู่ยาวแบบต้องพึ่งพิง” หลายคนมีเงินเก็บและมีประกันสุขภาพ แต่ไม่มีแผนดูแลระยะยาว (Long-term care plan) ซึ่งเป็นอีกจุดเปราะบางที่ถูกมองข้าม การทำประกันสุขภาพ เรามองถึงความเสี่ยงที่ต่ำไปหรือเปล่า เช่น ค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับเพิ่มขึ้น ถ้าอายุมากขึ้น เราจะมีโรคสมอง ซึ่งความคุ้มครองด้านนี้ยังมีไม่มากเราจึงต้องมองด้วยในในระยะยาว เราต้องมีความมั่นคงทางการเงินด้วย” คุณนรินทร์กล่าว
ด้านคุณทรงพล ปรีดาวุฒิ, FSA ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและบริหารผลิตภัณฑ์ กรุงเทพประกันชีวิต กล่าวเสริมว่า เมื่อผู้คนอายุยืนยาวขึ้น สินค้าแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์เพราะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคร้ายแรงจากความเสื่อมของร่างกายและจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งบางโรคไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้หรืออาจต้องใช้เวลารักษายาวนาน นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง สิ่งที่แน่นอนคือ เราต้องใช้เวลาช่วงหลังเกษียณมากขึ้น การเตรียมพร้อมก่อนจะได้เปรียบ
สำหรับผลิตภัณฑ์ของกรุงเทพประกันชีวิตเราทำมาซักระยะให้ขยายเวลารองรับผู้สูงอายุให้มากขึ้น และล่าสุด เรายังได้ออกแบบประกันโรคร้ายแรง บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ (BLA Long Life Care) ซึ่งให้ความคุ้มครอง 8 โรคร้ายแรงที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและมีแนวโน้มที่ต้องได้รับการรักษาเป็นเวลานาน ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน การบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ภาวะข้ออักเสบรูมาตอยด์ชนิดรุนแรง โรคกล้ามเนื้อเสื่อม โรคของเซลล์ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว และการทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง โดยเมื่อตรวจพบ ไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยต่อและรับผลประโยชน์เงินชดเชยรายปี 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ต่อเนื่องสูงสุดถึงอายุ 99 ปี
“เรามอง Longevity คือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วยด้านของสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี รวมถึงการเงินที่มั่นคง วัยเกษียณเป็นวัยที่เราควรมีความสุข ซึ่งต้องวางแผนตั้งแต่ต้น เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในการวางแผนชีวิตในระยะยาวได้อย่างรอบด้าน” คุณทรงพลกล่าวทิ้งท้าย
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่





