วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565 18:38 น.

ต่างประเทศ

ความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดคิด วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีกับนโยบาลโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่อนไหวของจีน

วันอังคาร ที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.29 น.

ความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดคิด วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีกับนโยบาลโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่อนไหวของจีน

บทความจาก Global Times หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์รายวัน ภายใต้การอุปถัมภ์ของ People's Daily หนังสือพิมพ์เรือธงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ตีพิมพ์บทความอธิบาย “นโยบาลโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่อนไหวของจีน” ว่า การแพร่ระบาดเชื้อโควิดของจีนในเมืองเซี่ยงไฮ้และเมืองปักกิ่ง และการล็อคดาวน์ช่วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนจะทำให้ประเทศตะวันตกได้รวมกันตำหนินโยบาลโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่อนไหวของจีน มีการปล่อยข่าวปลอมและบิดเบือนนโยบายดังกล่าวโดยมีจุดประสงค์ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ประเทศตะวันตกใช้คำว่าโควิดเป็นศูนย์แบบเด็ดขาดมาอธิบายนโยบาลป้องกันโควิดของจีน แสดงว่าประเทศเหล่านี้ไม่เข้าใจความหมายของนโยบายโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง

คอนเซ็ปต์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง นโยบายของจีนไม่ได้ซับซ้อน สรุปง่ายๆก็คือ ”รีบตรวจพบ รีบรายงาน รีบกักตัว รีบรักษา” สาระสำคัญของนโยบายโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่อนไหวก็คือรีบตรวจพบผู้ติดเชื้อ รีบใช้มาตรการตัดเส้นทางการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจให้มากที่สุด

อันที่จริง สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิดของเซี่ยงไฮ้เกิดจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวไม่เคร่งครัด ถ้าเมืองเซี่ยงไฮ้สามารถปฏิบัตินโยบายอย่างเคร่งครัด เซี่ยงไฮ้ก็สามารถทำได้เหมือนกวางโจวและเซ็นเจิ้น ฟื้นฟูการใช้ชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 สื่อนิวส์วีคของสหรัฐฯได้มีบทความชื่นชมนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิดของจีนว่าจีนใช้นโยบายเคลียร์โควิดเป็นศูยน์เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เพราะการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจและประชากรที่มากมายมหาศาล และพื้นที่กว้างใหญ่ ถ้าการแพร่ระบาดเชื้อโควิดขยายลุกลามออกไป จะก่อผลกระทบอย่างวินาศภัยขึ้นมา

บทความนี้อ้างอิงจากผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบของนักคณิตศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสหลายท่านระดับสากล ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา Arnaud Fontanet ซึ่งมาจาก Institut Pasteur เมื่อรับสัมภาษณ์สื่อมวลชนฝรั่งเศสก็ยอมรับว่าเตียงผู้ป่วยหนักของจีนเฉลี่ยแล้วน้อยกว่าฝรั่งเศสเป็นสองเท่า ถ้าเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิดลุกลาม ระบบทางการแพทย์จะอิ่มตัวอย่างรวดเร็ว ต้องพยายามห้ามการไหลเคลื่อนที่ของประชาชน จำกัดความเสี่ยงแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ประชากรฝรั่งเศสน้อยกว่าเป็น 20 เท่าของจีน ถ้าอัตราผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยหนักและผู้ป่วยตายเท่ากับฝรั่งเศส จะกลายเป็นวินาศภัยที่เกินความคาดคิด

แต่ทำไมนโยบายโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่อนไหวของจีน ดูเหมือนถูกประเทศตะวันตกจู่โจม มีการเปลี่ยนแปรสำคัญอะไรเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ใช่เลย เกิดการเปลี่ยนแปรอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปรอย่างชัดเจนก็คือเชื้อไวรัสโควิดมีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา โอมิครอนเป็นเชื้อไวรัสโควิดป้องกันยากขึ้น การล็อคดาวน์หรือควบคุมเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานส่งผลกระทบหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกต้องการเปิดพรมแดนเพื่อฟื้นฟูการค้าและเศรษฐกิจ สาเหตุอีกอย่างหนึ่งก็คือโอมิครอนทำให้ผู้ติดเชื้อตายน้อยลง ผู้เยาว์แม้ว่าติดเชื้อแล้วก็ไม่ค่อยกลายเป็นผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยหนักและผู้ป่วยตายส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะว่าประเทศจีนเป็นตลาดใหญ่ในโลก การปล่อยล็อคของจีนสำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก เลยทำให้สถานการณ์โควิดของเมืองเซี่ยงไฮกลายเป็นชนวนในการตำหนินโยบายโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่อนไหวของอย่างรุนแรง

เชื้อไวรัสโควิดแค่เป็นไข่หวัดใหญ่จริงหรือไม่ ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่จริง ทำไมตั้งแต่ผู้ติดเชื้อโควิดเริ่มระเบิดถึงปัจจุบันนี้ สหรัฐฯและยูโรปถึงทุ่มเทเงินมหาศาล เพื่อศึกษาวิจัยวัคซีนและยารักษาพิเศษ ทำไมประธานนาธิบดีสหรัฐฯโจ ไบเดนต้องแบ่งงบประมาณให้สถาบันการแพทย์วิจัยและให้ความสำคัญ ผลสืบเนื่องมาจากการติดเชื้อโควิดทำไมอยู่ดีๆทั่วโลกได้มีการเกิดกรณีโรคตับอักเสบในกลุ่มเด็กเป็นจำนวนมาก เรายกโรคตับอักเสบในกลุ่มเด็กเป็นตัวอย่าง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 วารสารการแพทย์ MedRxiv มีรายงานผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเด็กหลังจากการติดเชื้อโควิด ความเสี่ยงตับทำงานผิดปกติจะสูงมาก นักวิจัยได้พบผลการศึกษาในวารสาร The Lancet Gastroenterology &Hepatology กล่าวว่าพวกเด็กอายุยังน้อย ไม่ได้ฉีดวัดซีน อาจติดเชื้อไวรัสโควิดแล้วมีอาการไม่หนักหรือไม่ปรากฎอาการ นักวิจัยอนุมานว่าเชื้อไวรัสโควิดที่อยู่ในกระเพาะและลำไส้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองกับอะดีโนไวรัสมากเกินไป เกิดโปรตีนจากการอักเสบเป็นจำนวนมาก ทำให้ตักถูกทำลายเสียหาย

นอกจากนี้ยังมีข่าวร้ายจากฟอบส์ว่ามีนักวิจัยตีพิมพ์ผลการวิจัยใหม่ในJ AMA Network Open ว่าหลังจากฉีดวัดซีนmRNA เข็มที่สอง เข็มที่สามของ Pfizer ไม่กี่อาทิตย์ภูมิคุ้มกันก็ลดลงมาก ผลการป้องกันโอมิครอนของของวัดซีน mRNAน่าจะไม่ค่อยดี ยังมีอีกบทความหนึ่งกล่าวด้วยอารมณ์อย่างหมดหวังว่าแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว ในแง่ของค่าใช้จ่ายก็ไม่สามารถรองรับให้ฉีดวัดซีนเสริมทุก 3-6 เดือนต่อเข็มได้ เชื้อไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว การวิจัย ทดสอบ ตรวจสอบ ผลิตและกระจายวัดซีน mRNA ต้องใช้เวลามากเกินไป

ถ้าบอกว่าความเสี่ยงที่ไม่น่าคาดคิดเป็นสาเหตุของรัฐบาลจีนไม่ยอมทอดทิ้งนโยบาลโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่องไหว แสดงว่าเราไม่เข้าใจวัฒนธรรมจีน ในความคิดของรัฐบาลสหรัฐฯเชื้อไวรัสเกิดจากธรรมชาติ รัฐบาลสหรัฐไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย สหรัฐฯเป็นประเทศทุนนิยมที่เห็นด้วยกับปัจเจกนิยมและเสรีนิยม สหรัฐฯเห็นว่าเขาไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ การควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิดไม่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ แต่ประเทศจีนซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากลัทธิขงจื้อมาหลายพันปีจะไม่เหมือนกัน วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีเห็นว่า ”ประชาชนมีค่า” “น้ำรองรับเรือได้ ก็ล่มเรือได้” จีนต้องการให้รัฐบาลดูแลทุกครอบครัวเหมือนหัวหน้าครอบครัว ต้องให้ความสำคัญสุขภาพและชีวิตประชาชน ขณะเดียวกัน เราจะเห็นหนังสือด้านวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีและชีวิตประจำวันพูดถึงเรื่องกตัญญู กตัญญูเป็นศีลธรรมที่ลูกหลานต้องมีและต้องปฎิบัติตาม เป็นสาระสำคัญทางเชื้อสายของสังคมจีน ทำให้สังคมมั่นคงและสืบทอดวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าจีนทอดทิ้งนโยบาลโควิดเป็นศูนย์แบบเคลื่อนไหวก่อน มีการเตรียมพร้อมตามข้อเสนอของประเทศตะวันตก ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยตายที่เพิ่มขึ้นมากหมายมหาศาลน่าจะเป็นผู้สูงอายุในครอบครัว ถ้าอย่างงั้น พรรคคอมมิวนิสต์คงถูกประชาชนตำหนิอย่างหนัก ถึงเวลานี้ เราจะเห็นสภาพแปลกๆอีกแบบหนึ่ง กลุ่มผู้ที่ตำหนินโยบาลโควิดเป็นศูนย์ของรัฐบาลจีนกลุ่มเดียวกันหันมาตำหนิรัฐบาลจีนไม่มีความรับผิดชอบและทำให้ประชาชนเสียชีวิต

สรุปแล้วก็คือ เราอย่าคอมเม้นต์ว่านโยบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งดีหรือไม่ดี โดยไม่มีการศึกษามาก่อน นโยบายโควิดเป็นศูนย์ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสถานภาพและวัฒนธรรมของจีน เหมือนนโยบาลที่สอดคล้องกับสถานภาพประเทศไทยไม่แน่นอนที่ยอมรับจากสหรัฐฯ สำคัญที่สุดก็คือรัฐบาลของประเทศนั้นจุดเริ่มต้นจะคำนึงถึงการพัฒนาของประเทศและความสุขและสวัดิภาพประชาชนด้วยความจริงใจหรือไม่ นโยบายจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนกลุ่มมากที่สุดหรือไม่