วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 05:31 น.

ต่างประเทศ

จีนปักหมุด AI บนฐาน “ขงจื๊อ-นิติธรรม” เดินหน้าสู่สถาปัตยกรรม “รัฐแห่งการคาดการณ์ล่วงหน้า”

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.35 น.

ท่ามกลางการแข่งขันเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้มข้น สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังขีดเส้นทางพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในแบบฉบับของตนเอง แตกต่างจากโลกตะวันตกที่มุ่งเน้นความเสี่ยงเชิงอัตถิภาวนิยมและอำนาจของบรรษัทเอกชน จีนกลับเลือก “นิยามจุดหมายปลายทางใหม่” โดยมุ่งดูดซับ AI ให้ฝังตัวลึกในโครงสร้างรัฐ สร้างสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “รัฐแห่งการคาดการณ์ล่วงหน้า” (Predictive State)

จาก Reactive State สู่ Predictive State

แก่นของยุทธศาสตร์จีนไม่ใช่เพียงการไล่ล่าความเป็นผู้นำด้านโมเดลอัจฉริยะ แต่คือการผสาน AI เข้ากับระบบโลจิสติกส์ สาธารณสุข การเงิน การบริหารเมือง และโครงข่ายพลังงาน เพื่อยกระดับกลไกรัฐจากการ “แก้ปัญหาเมื่อเกิดแล้ว” สู่การ “คาดการณ์และแทรกแซงก่อนเกิดวิกฤต”

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนการประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากเซนเซอร์และแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้สังคมอยู่ในสถานะที่ “อ่านค่าได้ด้วยคอมพิวเตอร์” (Computationally legible) อัลกอริทึมทำหน้าที่ตรวจจับความเบี่ยงเบน ความเสี่ยง และแนวโน้มผิดปกติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มนุษย์เข้าแทรกแซงเฉพาะกรณีจำเป็น

รากฐานปรัชญา: ขงจื๊อผสานนิติธรรม

การออกแบบ AI ของจีนไม่อาจเข้าใจได้ หากไม่พิจารณารากฐานทางความคิดแบบ “ขงจื๊อ-นิติธรรม” (Confucian-Legalist)

ในมิติของขงจื๊อ เทคโนโลยีถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้าง “ความปรองดอง” (Harmony) และส่งเสริมพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานสังคม แนวคิดเรื่อง “เหริน” (ความเมตตา) และ “หลี่” (จารีต) ถูกแปลงสู่จริยธรรม AI ที่เน้นความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากกว่าสิทธิส่วนบุคคล

ขณะเดียวกัน กลไกนิติธรรมทำหน้าที่เป็นเครื่องมือควบคุม ผ่านการตรวจสอบด้วยอัลกอริทึม การให้คะแนนความเสี่ยง และระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit System) อัลกอริทึมจึงกลายเป็น “ดวงตาของรัฐ” ที่ทำงานบนมาตรวัดเชิงสถิติ แทนการพึ่งพาวิจารณญาณเชิงอารมณ์

โมเดลนี้จึงมีลักษณะ “อ่อนนุ่มในเชิงวาทศิลป์ แต่แข็งกร้าวในเชิงกลไก” กล่าวคือ เน้นประโยชน์ส่วนรวมและความมั่นคงของรัฐ พร้อมกำหนดโครงสร้างแรงจูงใจ-บทลงโทษอย่างชัดเจน

City Brain: ห้องทดลองของรัฐอัจฉริยะ

ตัวอย่างรูปธรรมคือโครงการ City Brain ในเมืองหางโจว ซึ่งพัฒนาโดย Alibaba เดิมออกแบบเพื่อแก้ปัญหาจราจร แต่ภายหลังขยายสู่การจัดการพลังงาน สาธารณสุข และห่วงโซ่อุปทาน

ระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มความเร็วเฉลี่ยการเดินทาง ลดเวลาจัดการอุบัติเหตุ และกลายเป็นโมเดลที่ถูกนำไปประยุกต์ในหลายประเทศ สะท้อนบทบาท AI ในฐานะ “โครงสร้างสถาบัน” ไม่ใช่เพียงเครื่องมือธุรกิจ

ยุทธศาสตร์ชั้นรากฐานและความได้เปรียบด้านพลังงาน

ต่างจากสหรัฐฯ ที่ทุ่มทุนพัฒนาโมเดลพื้นฐานและสตาร์ทอัพเชิงก้าวกระโดด จีนเลือกลงทุนใน “ชั้นรากฐาน” (Foundational Layer) ทั้งศูนย์ข้อมูล โครงข่ายไฟฟ้า และมาตรฐานการเชื่อมต่อระบบ

นักวิเคราะห์ชี้ถึงปรากฏการณ์ “Electron Gap” ซึ่งจีนมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนในระดับสูง รองรับความต้องการพลังงานมหาศาลของศูนย์ข้อมูล AI ในอนาคต ความได้เปรียบนี้อาจเป็นตัวแปรชี้ขาด เมื่อข้อจำกัดของ AI ไม่ได้อยู่ที่ชิปเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเสถียรภาพพลังงานด้วย

แก้โจทย์สังคมสูงวัยด้วยหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

อีกแรงผลักสำคัญคือวิกฤตประชากร จีนเผชิญการลดลงของแรงงานวัยทำงานอย่างมีนัยสำคัญ จึงเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” (Humanoid Robots) เพื่อชดเชยแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและการดูแลผู้สูงอายุ

รายงานของ Morgan Stanley คาดว่าตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจแตะ 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2050 โดยจีนใช้จุดแข็งด้านซัพพลายเชนต้นทุนต่ำกดราคาลงสู่ระดับที่นำไปใช้ได้จริงในวงกว้าง

กฎหมายอัลกอริทึม: ทำให้ “รัฐอ่านได้”

นโยบายสำคัญอีกด้านคือ “แผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่” ปี 2017 ที่วางเป้าหมายผู้นำโลกภายในปี 2030 และสังคม AI เต็มรูปแบบในปี 2050 ต่อมาในปี 2022 จีนออกกฎให้แพลตฟอร์มต้องลงทะเบียนอัลกอริทึมกับหน่วยงานกำกับดูแลไซเบอร์ หากมีผลต่อความคิดเห็นสาธารณะหรือการระดมมวลชน

อัลกอริทึมจึงไม่ใช่ “กล่องดำ” ของเอกชนอีกต่อไป แต่เป็นระบบที่รัฐสามารถตรวจสอบ ควบคุม และสั่งระงับได้ทันที หากละเมิดกฎหมายหรือค่านิยมหลักของชาติ

พร้อมกันนี้ รัฐยังจัดตั้ง “ทีมชาติ AI” มอบหมายบทบาทเฉพาะแก่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Baidu, Tencent, Alibaba และ iFlytek เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมตามยุทธศาสตร์ชาติ

บทสรุป: การแข่งขันของโมเดลอารยธรรม

เมื่อพิจารณาทั้งรากฐานปรัชญา โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจหุ่นยนต์ และกลไกกฎหมาย จะเห็นว่าจีนกำลังสร้าง AI ในฐานะ “สถาปัตยกรรมแห่งชาติ” ที่สะท้อนค่านิยมเรื่องเสถียรภาพและประโยชน์ส่วนรวม

การแข่งขันในศตวรรษที่ 21 จึงอาจไม่ได้วัดกันที่จำนวนพารามิเตอร์หรือความเร็วประมวลผล หากแต่วัดกันที่ว่า โมเดลการกำกับดูแลแบบใด—เสรีนิยมที่เน้นสิทธิส่วนบุคคล หรือการควบคุมรวมศูนย์เพื่อความมั่นคงของรัฐ—จะสามารถสร้างความยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

AI ในบริบทนี้ จึงไม่ใช่เพียงซอฟต์แวร์ แต่เป็นกระจกสะท้อนวิธีที่แต่ละอารยธรรมเลือกนิยาม “ความก้าวหน้า” และเส้นทางอนาคตของตนเอง.