วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569 11:20 น.

ต่างประเทศ

5 ข่าวเด่นต่างประเทศรอบโลก ประจำเช้าวันที่ 21 ตุลาคม 2569

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 09.53 น.

จับตาวิกฤตการเมืองและความมั่นคงโลก ตั้งแต่ฝรั่งเศสเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ สหรัฐฯ คุมเข้ม AI จีน สงครามยูเครนสะเทือนเครือข่าย Starlink อังกฤษเตรียมหนุนการป้องกันซาอุดีอาระเบีย ไปจนถึงกระแสแยกเอกราชในแคนาดา

สถานการณ์ต่างประเทศประจำเช้าวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 มีประเด็นสำคัญที่ควรจับตาหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง ความมั่นคงทางไซเบอร์ สงครามและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลก โดยมี 5 ประเด็นเด่นดังนี้

1. ฝรั่งเศสขยายเคอร์ฟิวรับมือเหตุจลาจล หลังประชาชนกดดันปัญหาปากท้อง

รัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เซบาสเตียง เลอกอร์นู ประกาศขยายมาตรการเคอร์ฟิวและข้อจำกัดการออกนอกเคหสถานในหลายเมือง เพื่อควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบ หลังมีรายงานการชุมนุมประท้วงของประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และปัญหาระบบการศึกษา

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันที่รัฐบาลยุโรปต้องเผชิญ เมื่อประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน การใช้มาตรการรักษาความสงบยังต้องสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยสาธารณะกับสิทธิในการชุมนุมและการแสดงออกของประชาชน

สิ่งที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลฝรั่งเศสจะสามารถคลี่คลายความไม่พอใจด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากน้อยเพียงใด และสถานการณ์จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะต่อไปหรือไม่

2. สหรัฐฯ คุมเข้ม DeepSeek หวั่นข้อมูลสำคัญรั่วไหลถึงจีน

รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีรายงานว่าดำเนินมาตรการห้ามหน่วยงานภาครัฐใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของแพลตฟอร์ม DeepSeek โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติและความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญอาจถูกเข้าถึงโดยหน่วยงานของจีน

ประเด็นนี้สะท้อนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาชิปประมวลผลหรือโมเดล AI แต่ยังครอบคลุมถึงการจัดเก็บข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของระบบราชการ

หากมาตรการจำกัดการใช้งาน AI จากต่างประเทศขยายตัวมากขึ้น อาจส่งผลต่อการจัดซื้อเทคโนโลยีของภาครัฐ ต้นทุนการพัฒนาระบบดิจิทัล และการแข่งขันของบริษัท AI ในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของคำสั่ง ขอบเขตหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านข้อมูล จำเป็นต้องตรวจสอบจากประกาศทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนสรุปข้อเท็จจริง

3. รายงานชี้อีลอน มัสก์สั่งลดความเร็ว Starlink ในยูเครน กระทบประเด็นความมั่นคงทางทหาร

สำนักข่าว The Wall Street Journal (WSJ) มีรายงานเกี่ยวกับกรณีอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SpaceX และเครือข่ายดาวเทียม Starlink ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสื่อสารของยูเครนในช่วงสงครามกับรัสเซีย โดยระบุว่ามีการสั่งลดความเร็วเครือข่ายในยูเครน หลังการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ

เครือข่าย Starlink เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่มีความสำคัญต่อยูเครน ทั้งในด้านการติดต่อประสานงาน การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และการสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่โครงข่ายโทรคมนาคมทั่วไปได้รับความเสียหายจากสงคราม

หากประสิทธิภาพหรือเงื่อนไขการให้บริการเปลี่ยนแปลงไป ย่อมทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการพึ่งพาบริษัทเอกชนในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนบทบาทของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในการตัดสินใจที่อาจมีผลต่อสมรภูมิรบ

ประเด็นที่ต้องติดตามคือ รายละเอียดของมาตรการดังกล่าว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อการสื่อสารของยูเครน และคำชี้แจงจาก SpaceX รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลยูเครน

4. อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่ Typhoon หนุนซาอุดีอาระเบีย รับมือการโจมตีจากฮูตี

รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เตรียมส่งเครื่องบินขับไล่ Typhoon ของกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) ปฏิบัติภารกิจป้องกันน่านฟ้าซาอุดีอาระเบีย หลังสถานการณ์การโจมตีจากกลุ่มฮูตีในเยเมนทวีความรุนแรงขึ้น 

กระทรวงกลาโหมอังกฤษระบุว่า เครื่องบินรบจะทำหน้าที่ป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อคุ้มครองเมืองและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของซาอุดีอาระเบีย โดยไม่ได้มีภารกิจโจมตีฝ่ายฮูตี นอกจากนี้ อังกฤษยังเตรียมสนับสนุนเครื่องบินลำเลียง A400M และส่งที่ปรึกษาทางทหารเพื่อช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบีย  

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ หากการโจมตีขยายวงกว้าง อาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศในภูมิภาค ราคาพลังงาน และต้นทุนการขนส่งสินค้าในตลาดโลก

สิ่งที่ต้องติดตามคือ ภารกิจของอังกฤษจะช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีได้มากน้อยเพียงใด และความขัดแย้งจะเปิดช่องให้เกิดการเจรจาทางการทูตเพื่อคลี่คลายสถานการณ์หรือไม่

5. แอลเบอร์ตาปฏิเสธแนวทางแยกตัวจากแคนาดา ผลประชามติสะท้อนเสียงประชาชน

รัฐแอลเบอร์ตาของแคนาดามีผลการลงคะแนนที่สะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการคงสถานะเป็นส่วนหนึ่งของแคนาดาต่อไป โดยรายงานข่าวจาก Associated Press ระบุว่า ผู้ลงคะแนนประมาณ 75% ปฏิเสธข้อเสนอให้เริ่มกระบวนการทางกฎหมายเพื่อจัดประชามติแยกตัวเป็นเอกราช 

อย่างไรก็ตาม การลงคะแนนครั้งนี้ ไม่ใช่การลงประชามติแยกประเทศโดยตรง แต่เป็นการตัดสินใจว่าจะให้รัฐบาลรัฐเริ่มกระบวนการตามรัฐธรรมนูญเพื่อจัดประชามติว่าด้วยการแยกตัวในอนาคตหรือไม่

ผลดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณสำคัญทางการเมืองว่า แม้จะมีประชาชนบางส่วนเรียกร้องให้แอลเบอร์ตามีอิสระจากรัฐบาลกลางมากขึ้น แต่เสียงส่วนใหญ่ยังไม่สนับสนุนการเดินหน้าสู่กระบวนการแยกประเทศในขณะนี้  

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือ รัฐบาลแอลเบอร์ตาจะจัดการกับข้อเรียกร้องเรื่องอำนาจปกครองตนเองและความสัมพันธ์กับรัฐบาลกลางอย่างไร รวมถึงผลการลงคะแนนจะส่งผลต่อการเมืองระดับชาติของแคนาดาในระยะยาวหรือไม่
 

หน้าแรก » ต่างประเทศ