วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 11:15 น.

การเมือง

ส.ส.พปชร.อัด"สมคิด" เลิกเป็นจระเข้ขวางคลอง เปิดทางคนใหม่เข้ามากอบกู้ศก.

วันพุธ ที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 10.04 น.

ส.ส.แปดริ้ว พปชร. รู้ทัน"สมคิด"เสนอยุบสภาฯหวังเป็นนายกฯ แนะเป็นลูกผู้ชายเลิกเผาบ้านตัวเอง ควรละอายใจ เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง เลิกเป็นจระเข้ขวางคลองเปิดทางคนใหม่เข้ามากอบกู้ศก.ประเทศ เชื่อมาสภาฯ ไม่มีใครเคารพ

วันที่ 1 ก.ค.2563 นายชัยวัฒน์  เป้าเปี่ยมทรัพย์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ระบุว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะรุนแรง ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ที่ยุบสภา เลือกตั้งใหม่เพื่อหารัฐบาลใหม่มาแก้ปัญหา ว่า อยากถามกลับไปว่าที่พูดออกมาแบบนี้ นายสมคิดมีความคิดอะไรซ่อนเร้นไว้หรือไม่ เพราะ ตนและ ส.ส.ในสภาฯ 500 คน มีความตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อชาติบ้านเมือง ทำงานนิติบัญญัติ ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย ส่วนที่เศรษฐกิจของประเทศและทั่วโลกเป็นแบบนี้เกิดจากทุกประเทศต้องต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 เป็นปัญหาทั่วโลก ถ้านายสมคิด ไร้ฝีมือจึง ควรมีความละอายใจ และรับผิดชอบด้วยการลาออก

"นายสมคิดได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งถึงวันนี้ก็ เพราะบ้านพปชร. แต่พอเห็นว่าฝีมือตัวเองจะไปไม่รอด จึงคิดเผาบ้านตัวเอง และหวังให้พวกเราซึ่งเปรียบเสมือนลูกๆในบ้าน ตายหมู่ไปด้วย อยากถามว่าทำอย่างนี้เป็นลูกผู้ชายอยู่หรือไม่  ที่ผ่านมานายสมคิด  มีแต่โชว์ภาพว่าเก่ง แต่ไม่เป็นรูปธรรมอะไรเลย ธุรกิจปิดตัวเช่นนี้ ควรจะลาออก  ฝีมือไม่ถึง เพื่อเปิดทางให้คนดี คนเก่ง มีความสามารถเข้ามาทำงานแทนได้มิใช่ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองอยู่เช่นนี้"

 นายชัยวัฒน์ กล่าวและว่า การที่นายสมคิด เสนอให้ยุบสภาฯ นั้น หรือจะเป็นตามข่าวจริงๆว่า ได้มีการตั้งพรรคการเมืองมารอรับกลุ่มของพวกท่านใช่หรือไม่  หรือว่าจะเป็นอย่างที่มีข่าวออกมาจากหลายๆทางว่า นายสมคิด อยากเป็นผู้ได้รับการเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถึงอยากให้เลือกตั้งใหม่เร็วๆ

"ถ้าพร้อมเมื่อไหร่มีการเลือกตั้ง รบกวนท่านสมคิด เสนอตัวมาเลย อยากจะรู้ว่าใครจะไปอยู่กับพรรคของท่าน และอยากขอร้องท่านให้เลิกทำตัวเป็นคนเก่งที่สุดได้แล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีอะไรที่ใหม่ๆมานำเสนอพี่น้องประชาชนเลย มีแต่คำพูดที่เป็นการบั่นทอนจิตใจประชาชน บั่นทอน ความรู้สึกของนักลงทุน พูดจาแบบนี้ นักลงทุนที่ไหนจะกล้ามาลงทุนในประเทศไทย"  ส.ส.พปชร.กล่าว และว่า 

ตนได้คุยกับเพื่อนในสภาฯแล้วว่าถ้านายสมคิดมาสภาฯจะไม่มีใครไปคุย หรือให้ความเคารพอีกต่อไปเพราะรับไม่ได้กลับพฤติกรรมเช่นนี้

"เทพไท"ชี้"สมคิด"โยนหินยุบสภา ยุ 4 กุมารรีบชิงความได้เปรียบ

นายเทพไทเสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเตือนให้ระวังพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ พร้อมแนะดูตัวอย่างรัฐบาลสิงคโปร์ชิงยุบสภา เพราะคาดว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ เพื่อเลือกตั้งใหม่ ให้ได้รัฐบาลมีประสิทธิภาพนั้น ว่า เป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองแบบโยนหินถามทาง ที่นักการเมือง หรือพรรคการเมืองไม่ควรมองข้าม เพราะคนอย่างนายสมคิดที่มีฐานะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ออกมาส่งสัญญาณเรียกร้องให้ยุบสภา น่าจะมีการประมวลข้อมูลทางการเมือง หรือวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างรอบคอบแล้ว ก่อนที่จะออกมาแสดงท่าทีในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งนายสมคิด เป็นหัวหน้ากลุ่ม 4 กุมารและที่ผ่านมาได้ทำนโยบายหลายอย่างที่เกี่ยวกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 น่าจะมีการเช็คเรทติ้ง หรือวัดคะแนนนิยม หรือผลสัมฤทธิ์ในการเยียวยาให้กับประชาชนจำนวน 48 ล้านคนมาแล้ว และคงจะมีความเชื่อว่าความนิยมในเรื่องการแก้ปัญหาเยียวยาครั้งนี้ ไม่ใด้มีเฉพาะกับตัวของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น ตัวของนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็เป็นผู้มีบทบาทในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ถ้าหากมีการยุบสภาเกิดขึ้นจริงตามคำแนะนำของนายสมคิด และมีการเลือกตั้งใหม่ นายสมคิดคงมีความเชื่อลึกๆว่า สามารถเรียกคะแนนนิยมให้กับกลุ่ม4กุมารได้ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน เพราะถ้าดูจากผลสำรวจของนิด้าโพล จะพบว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในฐานะผู้มีความเหมาะสมในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคะแนนความนิยมหรือเห็นใจกลุ่ม4กูมาร ก็มีจำนวนมากเช่นกัน ถ้ามีการแยกตัวไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ก็จะโกยคะแนนไปได้ไม่น้อยทีเดียว

ดังนั้นถ้าหากเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นมาในช่วงนี้ กลุ่มที่ได้ประโยชน์หรือได้เปรียบทางการเมืองมากที่สุด ก็คือตัวพลเอกประยุทธ์ และนายอุตตมเท่านั้น ที่ประชาชนรู้จักและกล่าวขานถึงผลงานการเยียวยาแจกเงินให้กับประชาชนมากถึง 48ล้านคน ถ้าหากกลุ่มเป้าหมาย48ล้านคนนี้ แปรเป็นคะแนนในการเลือกตั้งแค่25% จะได้เป็นคะแนน 12 ล้านเสียง มากกว่าคะแนนของทุกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562

สำหรับตนเองนั้น พร้อมยอมรับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในทุกสถานการณ์ ชีวิตนักการเมืองทุกคน เมื่อเจอวิกฤติการยุบสภาเกิดขึ้น ก็พร้อมจะลงสนามเลือกตั้งใหม่ เพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อประชาชน ส่วนตัวเห็นว่าชีวิตนักการเมืองไม่ต้องกลัวการยุบสภา เพราะเมื่อยุบสภาแล้วก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการยุบสภา ก็คือการรัฐประหาร เพราะเกิดขึ้นแล้วก็ไม่รู้อนาคตว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ และจะมีการสืบทอดอำนาจอีกนานแค่ไหน

หน้าแรก » การเมือง