วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 02:05 น.

การเมือง

"ผู้สมัคร ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ เบอร์ 4" จำลองทีมหาเสียงแบบม้าก้านกล้วยสมัยเด็ก แนะแนวทำ กทม. ให้สะอาดเหมือนสิงคโปร์

วันเสาร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 09.10 น.

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม 2565  ดร.ณพลเดช มณีลังกา หรือดร.ปิง ผู้สมัคร ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ เบอร์ 4 เปิดเผยว่า   วานนี้ (13พ.ค.) ทีม “ม้าแก้ว” และ “ช้างแก้ว” (ตั้งชื่อเอาเองแบบทีมพระเจ้าจักรพรรดิที่มีรัตนะ 7 ประการ) ออกแต่เช้าเพื่อประชาสัมพันธ์หาเสียงด้วยระบบ GRS แต่ละสายไม่ซ้ำกัน สำหรับทีมม้าแก้ว ก็คือทีม มอเตอร์ไซค์พร้อมเครื่องโทรโข่งเสียงสุดดังเชื่อมระบบที่ตัดต่อแบบเสียง THX Surround ส่วนทีมช้างแก้ว ก็คือรถยนต์ พร้อมเครื่องเสียงมหึมา ทุกคันพร้อมด้วยทีม “ขุนพลแก้ว” นั่นก็คือหนึ่งคนจะมีสองคนประกบไปด้วยกันเพื่อความปลอดภัยด้วย สำหรับทีมม้าแก้วทุกคนจะสวมชฎา มีตราสัญลักษณ์เลขสี่ (ชั้นดุสิต) ชฎาของตนก็คือหมวกกันน๊อกนั่นเอง (เพื่อถูกต้องตามกฎหมายทุกคนต้องสวม) โดยมีเงื่อนไขคือ ทุกที่ทุกตารางนิ้วต้องมีเสียงเรา ตัวเราเข้าไปถึง เผื่อซักซ้อมการช่วยเหลือประชาชน หลังจากเลือกตั้ง ซึ่งไม่ว่าจะชนะหรือไม่ชนะ ก็ถือว่าเราได้ทำประโยชน์โดยการวางระบบ ซึ่งระบบก็จะสามารถนำไปต่อยอดได้ ทุกคนสามารถนำความรู้ที่เราออกแบบไปใช้แก้ปัญหาของเขตสัมพันธวงศ์ได้ ด้วยข้อกำหนดทำให้เราได้เส้นทางที่สั้นที่สุดและเราเข้าถึงประชาชนทุกหลังคาเรือน ซึ่งทีมงานขุนพลแก้ว จะส่งข้อมูลมายังส่วนกลาง ทำให้ทุกคนทราบถึงข้อมูลที่เราดำเนินการอย่างเท่าเทียมกัน หลังจากนั้นทีมขุนพลแก้วกับผู้เขียนก็จะลงเดินเท้า หลังจากเดินเท้าเสร็จทั้งทีมขุนพลแก้ว เราจะแห่ (ลอกมาจากการออกแบบขบวนทัพพระอินทร์)

โดยตนจะอยู่กลางรถแห่ เหมือนอยู่กลางช้างเอราวัณ รอบตัวก็จะมีทีม “ตฺรยาสฺตฺริศต” ที่ย่อส่วนมาจากทีมงานพระอินทร์ รอบตัวช้าง (รถแห่) ก็จะมีชุดนำหน้าพร้อมปิดหลังด้วยม้าแก้ว (ทีมมอเตอร์ไซค์) บางทีมันก็เหมือนบ้าๆ บอๆ มีการเปิดเพลงคล้ายกับมีนางอัปสรร้องเพลง พร้อมกับตนสามารถพูดออกไมค์เสียงดังโดยไม่ผิดกฎหมาย รวมทั้งคงไม่มีใครเคยทำแบบตนกลางเยาวราช ซึ่งตนว่ามันเป็นภาพตอนเด็กๆ ที่เคยจัดทีมแห่แบบนี้แต่เราใช้ก้านกล้วยเป็นช้าง เป็นม้า แล้วแห่พร้อมกับเพื่อนๆ มาถึงวันนี้พรรคให้โอกาส เราได้แห่ขึ้นรถจริงๆ มันก็สนุกดีนะและเป็นภาพหนึ่งที่จะจารึกในประวัติศาสตร์ เมื่อเสร็จแห่ ตนจะขอปราศรัยในทุกๆ วัน เพราะคิดว่า การปราศรัย มันเป็นส่วนหนึ่งที่สำหรับของระบบรัฐศาสตร์ เราต้องสื่อสารกับประชาชน บางทีตนไปยืนบนเก้าอี้ตัวเดียว เพื่อปราศรัย  ซึ่งการปราศรัยของตนบางทีก็ปราศรัยแบบดุดัน บางทีปราศรัยแบบพระเทศนา ยังจับจุดไม่ได้ว่าจะไปทางไหนดี เพราะผู้ฟังมีหลายแบบหลายกลุ่ม

สำหรับการไปพบปะพี่น้องประชาชน...ซึ่งโดยส่วนตัวมีความสุขตลอดทางที่เราได้พบปะเขา ปัญหาที่เขาได้รับความเดือดร้อนเราได้รับทราบปัญหา และจะได้นำเอาไปเป็นนโยบายและประยุกต์ให้ตรงจุดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน ทั้งฝ่ายราชการและฝ่ายพลเรือน เพราะบางทีเราไม่เข้าใจกันมันก็ไปคนละทาง

ดร.ณพลเดช กล่าวด้วยว่า บางทีตามที่ระบุมาดูปัญหาโดยส่วนมาก บ้านเราแค่ขาดการสื่อสารและการทำให้ทุกคนเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเรื่องความสะอาด เราไม่มีใครที่จะตั้งใจให้ทุกคนเข้าใจสำหรับความสำคัญของความสะอาดนะ เราไม่มีใครมา Educate ซึ่งปัญหาเล็กน้อยแค่คำว่า “ความสะอาด” ผู้เขียนมองว่าส่งผลร้ายแรงสำหรับคนเมืองหลวง เพราะตั้งต้นด้วยความสะอาด มันส่งผลถึง ขยะ ท่อตัน มลพิษ แมลงสัตว์มีพิษและเป็นพาหะนำเชื้อโรค และที่มองไม่เห็นมันคือต้นทางของยาเสพติดอบายมุขทั้งหลาย ทางแห่งความไม่เจริญ ลองกลับกัน ลองคิดเล่นๆ บ้านทุกคนรู้จักที่จะสะอาดที่เป็นมาตรฐานทางจิตใจ ที่จะทิ้งขยะให้เป็นที่ แยกขยะ ปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่มีขยะเจือปน เจอขยะก็พร้อมเป็นไม้เป็นมือเก็บให้มันสะอาด ตนคิดว่าเท่านี้บ้านเราจะน่าอยู่สำหรับทุกๆ คน แบบนโยบาย อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม. เบอร์ 8 ได้อีกมาก

"คิดว่าการเริ่มต้นไม่ยากเลย เราลอกสิงคโปร์มาเลย ออกกฎหมายแบบรุนแรง ทิ้งขยะปรับแบบแพงแสนแพงและดำเนินการโดยจัดทีมจับให้จริงจังแบบสิงคโปร์  จากที่เดินเท้าพบชาวบ้านมาร่วม 1 ปี ประชาชนส่วนมากเขารักความสะอาด ไปดูแค่เห็นในบ้านเขาสะอาดเรียบร้อยกัน มีเหลือส่วนน้อยต้องปราม หากจัดการก็เท่านี้เอง...บ้านเราก็จะสะอาดได้ แค่ได้สัก 50% ของสิงคโปร์  บ้านเราก็สะอาดได้ขึ้นมากแล้ว มีพุทธสุภาษิตที่เกี่ยวข้องกับความสะอาดกล่าวว่า “บัณฑิตกล่าวถึงผู้มีกายสะอาด มีวาจาสะอาด มีใจสะอาด ไม่มีอาสวะ ถึงพร้อมด้วยความสะอาดล้างบาปแล้ว ท่านว่าเป็นผู้สะอาด” (พุทฺธ) อง.ติก. 20/352. กับอีกคำหนึ่งที่ว่า “สํโวหาเรน โสเจยฺยํ เวทิตพฺพํ “ความสะอาด พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ”ดร.ณพลเดช กล่าว

หน้าแรก » การเมือง