วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 02:19 น.

การเมือง

พปชร. จี้ยกเลิก MOU 43–44 ชี้ทำไทยเสียเปรียบทุกด้าน แนะเปิดเจรจาใหม่คุ้มครองอธิปไตยและทรัพยากรชาติ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.44 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แถลงถึงความไม่เป็นธรรมของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไทย–กัมพูชา ปี 2543 และ 2544 โดยยืนยันว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบทั้งในมิติทางกฎหมาย เขตแดน และทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมย้ำว่าคำพูดลักษณะ “ตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง” ไม่สามารถยอมรับได้

ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุว่า ปัญหาหลักของ MOU 2543 อยู่ที่การใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งฝรั่งเศสจัดทำฝ่ายเดียวและไม่สอดคล้องกับเส้นสันปันน้ำตามสนธิสัญญา ค.ศ.1904 และ 1907 โดยไทยไม่เคยมีโอกาสตรวจสอบ ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบการเจรจา ขณะที่แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งถูกต้องกว่าของไทย กลับไม่ถูกบรรจุใน MOU ทำให้กัมพูชาสามารถอ้างสิทธิ์พื้นที่ได้ง่าย

สำหรับ MOU 2544 รองเลขาธิการพรรคฯ ชี้ว่า สร้างผลเสียรุนแรงกว่าเดิม เนื่องจากกัมพูชากำหนดเส้นเขตทางทะเลล้ำเข้ามาในน่านน้ำไทย บริเวณเกาะกูด ขัดต่อกฎหมายสากลและไม่เคยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับพระบรมราชโองการในรัชกาลที่ 9 โดยการเพิกเฉยต่อแผนที่สยาม–ฝรั่งเศส ปี 1927 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ ทำให้ไทยเสี่ยงสูญเสียสิทธิในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทย มูลค่ากว่า 20 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เน้นว่า MOU ทั้งสองฉบับไม่เคยได้รับการให้สัตยาบันจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 และ 2560 จึงไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายตั้งแต่ต้น แต่กลับถูกกัมพูชานำมาอ้างสิทธิ์ต่อเนื่อง ทำให้ไทยตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ

“พรรคพลังประชารัฐยืนยันชัดเจนว่า ทางออกที่ถูกต้องคือการยกเลิก MOU 43–44 อย่างเป็นทางการ และเริ่มต้นเจรจาจัดทำ MOU ใหม่ ภายใต้กระบวนการรัฐสภาและหลักกฎหมายสากล เพื่อให้การแบ่งเขตแดนและการจัดการทรัพยากรมีความเป็นธรรม โปร่งใส และปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนไทยทั้งประเทศ” ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว
 

หน้าแรก » การเมือง