วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 14:38 น.

การเมือง

‘วรวัจน์’ ชี้ น้ำท่วมภัยหนักประเทศ หนุน พ.ร.บ. ป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติ บอกวันนี้อยู่ในวาระรอสภาพิจารณา 

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.35 น.

 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568  นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า น้ำท่วม คืออุทกภัยใหญ่ ปัญหาหนักหนาสาหัส ถึงเวลาบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ วันนี้ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติ พ.ศ. … เสนอโดยผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยอยู่ในวาระของสภาผู้แทนแล้ว รอเวลาพิจารณา ทั้งหมด 12 หมวด รวม 112 มาตรา โดยเป็นการแก้ไขปัญหา ครบวงจร ตั้งแต่ 1.ทำให้ปลอดภัยมากขึ้น มี “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” ที่มีกฎหมายรองรับ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สามารถออก “ประกาศเตือนภัยล่วงหน้า” ได้ทันทีเมื่อพบสัญญาณความเสี่ยง , หน่วยงานท้องถิ่นต้องดำเนินการป้องกัน อพยพ หรือเตรียมการรับมือโดยไม่ต้องรอภัยเกิด , ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ 

2.ได้รับการป้องกันก่อนเกิดภัย ไม่ต้องรอความช่วยเหลือหลังความเสียหายสำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติสามารถใช้ “กองทุนป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อดำเนินการเชิงป้องกันล่วงหน้าได้ มีโครงการเชิงโครงสร้าง เช่น เขื่อน ฝาย คันกั้นน้ำ หรือระบบระบายน้ำ สามารถสร้างได้โดยไม่ต้องรอภัยเกิด , ปิดจุดอ่อนเดิมของระบบที่ “ทำงานได้เฉพาะเมื่อเกิดภัยแล้วเท่านั้น”

3.ได้รับความช่วยเหลือที่รวดเร็วและเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งระบบบัญชาการรวมศูนย์อยู่ที่นายกรัฐมนตรี ผ่านรองนายกรัฐมนตรีผู้มอบหมายทำให้สามารถสั่งการทุกกระทรวงและหน่วยงานได้ทันที , ลดปัญหาความล่าช้าและซ้ำซ้อนของงบประมาณ ,มีระบบชดเชยและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการรัฐที่เป็นธรรมและโปร่งใส 4.มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ของตน โดยประชาชน ภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่นมีสิทธิเข้าร่วมในเครือข่ายอาสาสมัครภัยพิบัติแห่งชาติสามารถเสนอข้อมูล แจ้งเตือน หรือร่วมกำหนดแนวทางป้องกันในพื้นที่ของตนเองได้ ภาคธุรกิจที่สนับสนุนการป้องกันภัยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 

5.ได้รับการคุ้มครองสิทธิในกรณีที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง มาตรา 71-77 กำหนดสิทธิของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการป้องกันภัย เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำ เขื่อน หรือคันกั้นน้ำ และรัฐต้องจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ ที่ทำกินทดแทน และให้ค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม มีคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิประชาชนในพื้นที่กำกับดูแลโดยตรง

นายวรวัจน์ กล่าวอีกว่า 6.เข้าถึงข้อมูลและข่าวสารที่แม่นยำ โปร่งใส และทันเวลา มีการจัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีและระบบข้อมูลภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการเตือนภัยผ่านระบบดิจิทัลแบบเรียลไทม์ การแจ้งเตือนภัยใช้ข้อมูลจาก AI, Big Data, IoT ทำให้มีความแม่นยำสูง 

7.ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายกรณีช่วยเหลือผู้อื่นในภาวะภัย อาสาสมัครและประชาชนที่เข้าช่วยในภาวะภัยได้รับความคุ้มครองทางแพ่งและทางอาญา (ตามหมวด 10) หากเกิดความเสียหายจากการช่วยเหลือโดยสุจริต จะไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย 8.ประเทศมีระบบป้องกันภัยที่ยั่งยืนในระยะยาว มีการวางแผนเชิงระบบ ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การใช้ที่ดิน และระบบเตือนภัยล่วงหน้า งบประมาณถูกใช้ไปกับการป้องกันมากกว่าการเยียวยา ทำให้เศรษฐกิจและสังคมไทยมีเสถียรภาพจากภัยพิบัติในระยะยาว 

9.ลดความเหลื่อมล้ำในการได้รับความช่วยเหลือ โดยทุกจังหวัดอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกัน และหน่วยงานในพื้นที่ไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ เพราะคำสั่งและงบประมาณมาจากศูนย์กลางโดยตรง ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้รับการป้องกันและช่วยเหลือเท่าเทียมกับพื้นที่เมือง และ 10.เพิ่มศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ เมื่อประชาชนเห็นว่ารัฐสามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้จริง ป้องกันภัยได้จริง และช่วยเหลือได้อย่างโปร่งใสจะเกิดความเชื่อมั่นในระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้รัฐบาลไทยในฐานะ “รัฐบาลที่สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”ดังนั้น ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรงจาก “ความปลอดภัยที่มากขึ้น การช่วยเหลือที่รวดเร็วขึ้น และสิทธิที่ชัดเจนขึ้น”

“ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นกฎหมายป้องกันภัยพิบัติของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นกฎหมายที่ยกระดับคุณภาพชีวิต ความมั่นคง และความมั่นใจของคนไทยทั้งประเทศครับ” นายวรวัจน์ กล่าว
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง