วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 22:10 น.

การเมือง

"พล.ร.อ.สุวิทย์"  ยกย่อง "พีระพันธุ์"  ผู้จุดประเด็นปกป้อง "หลัก 73"  พิทักษ์เขตแดนทางทะเล  

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.23 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ พลเรือเอก สุวิทย์ ธาระรูป อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ  ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นหลักเขตที่ 73 ผ่านรายการ UTN talk ซึ่งเผยแพร่ทางเพจพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 

นายพีระพันธุ์กล่าวเปิดประเด็นว่า  ตนเคยเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่จังหวัดตราดซึ่งเป็นที่ตั้งของหลักเขต 73 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลังเกิดปัญหาพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา บริเวณพื้นที่ อ.อำเภอกันทรลักษ จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้เขาพระวิหาร ในปี 2551 ด้วยความกังวลว่า ปัญหาเขตแดนทางบกจะกระทบต่อเนื่องลงมาถึงหลักเขตที่ 73 ซึ่งอาจมีผลต่อการลากเส้นแบ่งเขตแดนในทะเล  และได้หารือความกังวลนี้กับ พลเรือเอก สุวิทย์  ในขณะนั้น เพื่อหาทางปกป้องเส้นแนวเขตแดนทางทะเลของไทย
 
นายพีระพันธุ์กล่าวว่า  ตนมีความเป็นห่วงสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชาใน 2 เรื่องหลัก  สถานการณ์แรกคือ หลักเขตที่ 73  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลากเส้นแบ่งเขตแดนในทะเล และสถานการณ์ที่สองคือ ทางกัมพูชาได้ถมทะเลออกไปเป็นระยะทางหลายร้อยเมตร โดยอ้างว่าเป็นแนวกันคลื่น ซึ่งตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศบางฉบับ การถมทะเลอาจถือเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน และอาจทำให้เกิดการลากเส้นแบ่งใหม่ได้
 
ด้าน พล.ร.อ. สุวิทย์ ในฐานะที่เคยเป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็มีความกังวลในเรื่องดังกล่าว และยืนยันว่า นายพีระพันธุ์เป็นผู้จุดประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับหลักเขตที่ 73  เป็นคนแรก
 
"คุณพีระพันธุ์เป็นคนแรกที่มีความกังวลเกี่ยวกับหลักเขตที่ 73 ซึ่งผมก็ดีใจ เพราะว่าความสำคัญของหลักเขตที่ 73 จะทำให้ความเปลี่ยนแปลงในเขตทะเลอย่างมาก เคลื่อนไปนิดหน่อย ก็ทำให้องศาเปลี่ยน องศาเปลี่ยนแล้วจะยิ่งกว้างไกลออกไปอีก แล้วสิ่งที่สำคัญคือผลกระทบต่อเรื่องทรัพยากรพลังงานใต้ท้องทะเล โดยเฉพาะในเขตไหล่ทวีป "
 
นายพีระพันธุ์ยังระบุอีกว่า การสำรวจเขตแดนใหม่ระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นที่ยอมรับมาตั้งแต่สมัยที่ฝรั่งเศสทำไว้ มีการปักหลักเขต หลักหมุดเรียบร้อยแล้ว พร้อมแสดงความกังวลว่าหากมีการสำรวจใหม่ตั้งแต่ทางตอนเหนือ (ภาคอีสาน) ลงมา อาจส่งผลกระทบต่อหลักเขตที่ 73 ได้
 
นายพีระพันธุ์ และ พล.ร.อ.สุวิทย์ เห็นตรงกันว่า หากมีหลักเขตหายไป ก็ควรใช้สนธิสัญญาเดิมระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเป็นแม่บทในการค้นหาและปักแทนจุดที่หายไป เนื่องจากในสนธิสัญญาเดิมมีการระบุรายละเอียดของหมุดไว้อย่างชัดเจน เช่น อาศัยหลักธรรมชาติ หรือใช้สันปันน้ำเป็นหลักบนภูเขา หรือใช้ร่องน้ำในลำน้ำ ตนเสนอว่าควรจะแก้ปัญหาเฉพาะจุดที่มีปัญหาเท่านั้น ไม่ใช่ตลอดแนว
 
ในประเด็นเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 นั้น นายพีระพันธุ์ชี้ให้เห็นว่า  ทหารไทยและทหารกัมพูชาใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ในการปฏิบัติหน้าที่เหมือนกัน แต่ทำไม MOU 43 ถึงไปอ้างอิงแผนที่ 1:200,000 ที่กัมพูชาพยายามนำมาอ้าง ผมพยายามหาความเป็นมาว่าการอ้างอิงแผนที่ที่ต่างกันนี้มีที่มาอย่างไร และโดยส่วนตัว ตนไม่เห็นด้วยกับ MOU 43 และ 44
 
ด้านการเผชิญหน้ากับความไม่เป็นสากลของกัมพูชา นายพีระพันธุ์และ พล.ร.อ. สุวิทย์ ต่างเห็นพ้องว่า  ฝ่ายไทยมีความเป็นสุภาพบุรุษ  แต่กัมพูชามักทำอะไรตามอำเภอใจและไม่สนใจหลักเกณฑ์สากลมาตลอด เช่น การขีดเส้นตรงแทนการใช้ร่องน้ำตามสนธิสัญญาเดิม และการถมทะเลสร้างเขื่อน ในขณะที่ไทยปฏิบัติการตามหลักเกณฑ์สากลมาโดยตลอด แต่กลับเสียเปรียบทุกครั้ง
 
เกี่ยวกับการถมทะเลของกัมพูชา พล.ร.อ. สุวิทย์ ระบุว่า ทางกองทัพเรือได้ร้องเรียนไปตามลำดับชั้นผ่านคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา และรัฐบาลรับทราบแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันการถมทะเลก็ยังคงอยู่ และกัมพูชาก็ไม่ได้รื้อถอน นายพีระพันธุ์จึงเสนอแนวคิดว่า ในเมื่อเราเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด ประเทศไทยควรลองถมทะเลบ้างเพื่อป้องกันคลื่นเช่นเดียวกับที่กัมพูชาอ้าง 
 
พล.ร.อ. สุวิทย์ ตั้งข้อสังเกตส่วนตัวว่า ปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากความต่อเนื่องของผู้นำรัฐบาลกัมพูชา 
" ขณะที่รัฐบาลไทย นายกฯ มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ที่เปลี่ยนไปตามวาระ แต่ทางฝั่งกัมพูชา  ผู้นำอยู่ยาว 40-50 ปี และยังมีอำนาจอยู่ เพราะฉะนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ฮุนเซนล้วนๆ"
 
นายพีระพันธุ์ ได้สอบถาม พล.ร.อ. สุวิทย์ ว่าจะมีวิธีการกำหนดนโยบายเรื่องเขตแดนของไทยให้มีความต่อเนื่องและทุกรัฐบาลต้องถือปฏิบัติได้หรือไม่ พล.ร.อ. สุวิทย์ เห็นด้วยกับการตั้งกรอบนโยบายตามแนวคิดที่นายพีระพันธุ์เสนอ ส่วนในระดับผู้ปฏิบัติงานนั้น ตนใช้หลักการทูตนำการทหาร คือให้เจ้าหน้าที่ในระดับล่างคุยกันด้วยความจริงใจ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาการรุกล้ำซึ่งกันและกันได้
 
ในเรื่องการพัฒนากองทัพ พล.ร.อ. สุวิทย์ เห็นว่ากองทัพไทยควรพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากล เช่นเดียวกับมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยเน้นให้กองทัพมีโครงสร้างที่กะทัดรัด มีความคล่องแคล่ว มีกำลังพลน้อยลง แต่มีอำนาจในการรบสูงขึ้น และจัดกำลังพลตามยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร ซึ่งเน้นการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามหลัก เช่น ปัญหาชายแดนกับกัมพูชา
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง