วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569 05:39 น.

การเมือง

ถอดรหัสนโยบายประชากรเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยยังติดกับดัก “แจกเงิน” ท่ามกลางวิกฤตสังคมสูงวัยขั้นสุด

วันอังคาร ที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตาในฐานะ “การเลือกตั้งบนทางแพร่ง” ของประเทศไทย ไม่เพียงเป็นการแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจทางการเมือง แต่ยังเป็นสมรภูมิทางความคิดในการรับมือกับวิกฤตโครงสร้างประชากรที่ประเทศไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” อย่างเต็มรูปแบบ

งานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ภายใต้กรอบแนวคิด “การพัฒนาประชากรอย่างยั่งยืน” ชี้ชัดว่า แม้ทุกพรรคจะตระหนักถึงภัยคุกคามจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดต่ำเป็นประวัติการณ์ และภาระผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แนวทางแก้ปัญหาส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับ “ประชานิยมระยะสั้น” ที่เสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

ไทยเข้าสู่ยุคสึนามิประชากร แรงงานหด–ภาระรัฐพุ่ง

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและสังคมสะท้อนตรงกันว่า ในปี 2569 อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยลดลงเหลือราว 1.0 ต่ำกว่าระดับทดแทนอย่างมาก ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี ส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัว อัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และรายจ่ายสวัสดิการของรัฐพุ่งสูง ท่ามกลางฐานภาษีที่แคบลงอย่างต่อเนื่อง

นักวิชาการประเมินว่า หากไม่ปรับโครงสร้างนโยบายประชากรอย่างจริงจัง ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.6–1.8 ต่อปี และเสี่ยงเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงทางการคลังในระยะกลางถึงยาว

แข่งแจกเงินกระตุ้นเกิด เสี่ยงซ้ำรอยประเทศการคลังเปราะบาง

ในมิติการส่งเสริมการเกิด พรรคพลังประชารัฐและพรรคไทยสร้างไทยเลือกใช้นโยบายเงินอุดหนุนเป็นแกนหลัก ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “มารดาประชารัฐ” หรือเงินอุดหนุนเด็กตั้งแต่ครรภ์ถึงวัยอนุบาล ซึ่งช่วยบรรเทาภาระครัวเรือนได้ทันที แต่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักเรื่องภาระงบประมาณผูกพันในอนาคต และประสิทธิผลในการจูงใจให้มีบุตรเพิ่มขึ้นจริง

ตรงกันข้าม พรรคประชาชนเสนอแนวทางที่เน้น “สวัสดิการถ้วนหน้าและโครงสร้างพื้นฐานการดูแล” เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพใกล้บ้านและขยายเวลาทำการ เพื่อปลดล็อกแรงงานสตรีและลดต้นทุนการเลี้ยงดูในระยะยาว แม้ต้องใช้งบลงทุนสูงและอาศัยความพร้อมของท้องถิ่นอย่างมาก

วัยแรงงานหด พรรคงัดสูตร Reskill–Silver Economy

เมื่อจำนวนแรงงานลดลง พรรคการเมืองต่างหันมาเน้นการเพิ่มผลิตภาพ พรรคเพื่อไทยชู “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS)” ตั้งเป้าสร้างงานสร้างสรรค์ 20 ล้านตำแหน่ง ขณะที่พรรคประชาชนมุ่ง Reskill–Upskill ผ่านคูปองเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเสริมความแข็งแกร่งให้ SME

ด้านพรรคภูมิใจไทยเลือกเจาะ “เศรษฐกิจสีเงิน” ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษีจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มกำลังแรงงานอย่างตรงจุด แต่ยังเข้าถึงแรงงานนอกระบบและชนบทได้จำกัด

สงครามบำนาญเดือด ชี้ชะตาความเสี่ยงการคลัง

นโยบายผู้สูงอายุกลายเป็นจุดปะทะสำคัญ พรรคพลังประชารัฐและพรรคไทยสร้างไทยเสนอเบี้ยยังชีพหรือบำนาญระดับ 3,000–5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งตอบโจทย์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสูงวัยโดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจใช้งบประมาณสูงถึง 4–5 แสนล้านบาทต่อปี เสี่ยงชนเพดานวินัยการคลัง

ขณะที่พรรคประชาชนเลือกแนวทางค่อยเป็นค่อยไป เริ่มบำนาญพื้นฐานระดับต่ำกว่าแต่เน้นความเป็นไปได้ทางการคลัง ส่วนพรรคภูมิใจไทยเน้นการสร้างรายได้และการจ้างงานมากกว่าการแจกเงินสด

เลือกตั้ง 2569 ชี้ทิศทางอนาคตประชากรไทย

บทวิเคราะห์สรุปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนการแบ่งขั้วเชิงนโยบายอย่างชัดเจน ระหว่าง “ประชานิยมระยะสั้น” ที่ขายง่ายแต่เสี่ยงสูง กับ “การปฏิรูปโครงสร้างและสวัสดิการยั่งยืน” ที่ซับซ้อนแต่จำเป็นต่ออนาคตประเทศ

ข้อเสนอสำคัญคือ รัฐบาลชุดใหม่ต้องกล้าขยับจากการสงเคราะห์ไปสู่การลงทุนในทุนมนุษย์ ปฏิรูประบบภาษีเพื่อรองรับรัฐสวัสดิการ และบูรณาการนโยบายข้ามวัยอย่างเป็นระบบ มิฉะนั้น วิกฤตประชากรอาจกลายเป็นชนวนซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจและสังคมให้รุนแรงยิ่งขึ้นในทศวรรษหน้า
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง