วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569 02:35 น.

การเมือง

สหกรณ์โคนมหวั่นนำเข้านมผงตาม FTA ซ้ำเติมเกษตรกรไทย  ปลัดเกษตรฯ ห่วงใยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ประสบปัญหาการระบายน้ำนมดิบ ส่งผลให้เกิดการเทนมทิ้ง เร่งหารือ

วันพุธ ที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

สหกรณ์โคนมหวั่นนำเข้านมผงตาม FTA ซ้ำเติมเกษตรกรไทย  ปลัดเกษตรฯ ห่วงใยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ประสบปัญหาการระบายน้ำนมดิบ ส่งผลให้เกิดการเทนมทิ้ง เร่งหารือหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อหาตลาดรองรับ ส่วนปัญหาของอ.ส.ค. เกิดภาวะขาดทุนจนไม่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ได้ตามสัญญานั้น เชื่อว่า บอร์ดอ.ส.ค. กำลังพิจารณาข้อมูลอย่างละเอียด วอนเกษตรกรมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรฯ กางทางช่วยพยุงสถานการณ์ โดยไม่ให้อ.ส.ค. แก้ไขปัญหาตามลำพัง

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569  นายสมควร สว่างอารมณ์ ผู้จัดการสหกรณ์โคนมชะอำ–ห้วยทราย จำกัด ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีเปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดน้ำนมดิบของเกษตรกรไทยเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะน้ำนมส่วนเกินจากโครงการนมโรงเรียนที่เคยสามารถระบายได้ในปีที่ผ่านๆมา แต่ในปี 2568 เริ่มถูกจำกัดการรับซื้อจากโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมหลายแห่ง ซึ่งระบุว่า จะรับซื้อเฉพาะปริมาณที่ทำ MOU กับสหกรณ์เท่านั้น ส่งผลให้การขายน้ำนมดิบของสหกรณ์ยากขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น สหกรณ์มีความกังวลว่า การนำเข้านมผงจากต่างประเทศตามความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ยกเว้นภาษีนำเข้านมผงจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้กับเกษตรกรในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มฟาร์มขนาดเล็กที่มีต้นทุนสูงและต้องรับผิดชอบการผลิตรายวันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นมผงสามารถนำเข้าตามจังหวะตลาดและมีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาสหกรณ์ชะอำ–ห้วยทรายทำสัญญาซื้อขายกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ไว้วันละ 1 ตัน โดยนำน้ำนมดิบส่งโรงงานอ.ส.ค. ภาคใต้ ด้วยปริมาณตามสัญญาที่ไม่มากจึงยังไม่พบปัญหาชะลอการรับซื้อดังที่เกิดขึ้นในภาคกลาง แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา สหกรณ์ชะอำ–ห้วยทรายต้องเทน้ำนมดิบบางส่วน เนื่องจากโรงงานผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำนมได้ทั้งหมดในช่วงวันหยุด ทำให้ต้องจำใจเทน้ำนมที่ไม่สามารถแปรรูปได้ทิ้ง 

นายสมควรเสนอว่า ภาครัฐควรมีแนวทางในการจัดการน้ำนมดิบในประเทศให้หมดก่อน ก่อนที่จะปล่อยให้ตลาดพึ่งพานมผงนำเข้าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเสนอให้ภาครัฐขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ใช้นมผง ให้มีส่วนร่วมในการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ตามสัดส่วนหรือกลไกที่สมเหตุสมผล

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมิตเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ รวมถึงกรอบแนวทางการจัดสรรโควตาและปริมาณการนำเข้านมผงขาดมันเนย ประจำปี 2569 ภายใต้กรอบความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย–นิวซีแลนด์ (TNZCEP) จำนวน 47,576.5 ตันซึ่งจะจัดสรรการนำเข้าเป็น 2 รอบ โดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมนมภายในประเทศ 
ปริมาณนมผงที่จะนำเข้าในปี 2569 ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมวิตกมากว่า ปริมาณการนำเข้าดังกล่าว จะซ้ำเติมต่อตลาดน้ำนมดิบทำให้การระบายผลผลิตในแต่ละวันยิ่งยากขึ้นไปอีก

“เราเข้าใจว่า โลกการค้าเสรีมีข้อจำกัด ไม่สามารถตั้งกำแพงภาษีหรือกำหนดอัตราส่วนรับการนำเข้านมผงต่อการรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศเหมือนในอดีตได้ เช่น เคยมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้นำเข้านมผงขาดมันเนยต้องรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศในอัตรา 20 ส่วนต่อการนำนมผง 1 ส่วน เพื่อช่วยรองรับผลผลิตเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม แต่ภาครัฐต้องไม่ปล่อยให้ต้นน้ำอย่างเกษตรกรต้องล้มหายตายจากไปจากอาชีพ” นายสมควรกล่าว

 ปลัดเกษตรฯ ห่วงใยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ประสบปัญหาการระบายน้ำนมดิบ ส่งผลให้เกิดการเทนมทิ้ง เร่งหารือ

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่กำลังเผชิญปัญหาด้านการตลาดและการระบายน้ำนมดิบในหลายพื้นที่ โดยได้เร่งหารือร่วมกับหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพูดคุยร่วมกันระหว่างภาคเอกชน สหกรณ์โคนม และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การวางทิศทางอนาคตอุตสาหกรรมนมของประเทศไทย ทั้งในมิติการผลิต การตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและลดปัญหาน้ำนมดิบล้นระบบซึ่งตลาดนมไทยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ นมยูเอชที และโยเกิร์ตเท่านั้น แต่ควรขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มต่างๆ เช่น เนย ชีส ครีม และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมชนิดอื่นๆ ซึ่งยังมีศักยภาพทางการตลาด โดยสามารถเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว บางพื้นที่อาจทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ บอกอีกว่าส่วนตนเห็นว่าบทบาทของภาคเอกชนจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่มีการนำเข้านมผงจากต่างประเทศตามกรอบความตกลงการค้าเขตการค้าเสรี (FTA) โดยจะขอความร่วมมือในการช่วยรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยควบคู่ไปด้วย โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 ได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมนมไทยอย่างยั่งยืน โดยเน้นการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และสหกรณ์โคนม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อน้ำนมดิบ ปี 2568/2569 ของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่ยังไม่มีแหล่งจำหน่าย เพื่อให้การกระจายผลผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำนมดิบในระบบ ลดความเสี่ยงที่น้ำนมดิบจะล้นตลาด

นอกจากนี้ยังเห็นชอบกรอบแนวทางการจัดสรรโควตาและปริมาณการนำเข้านมผงขาดมันเนย ประจำปี 2569 ภายใต้กรอบความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย–นิวซีแลนด์ (TNZCEP) โดยจัดสรรการนำเข้าเป็น 2 รอบ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมนมภายในประเทศตลอดจนเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นม ภายใต้คณะกรรมการมิลค์บอร์ด เพื่อกำหนดนโยบาย แผนงาน และแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นมแปรรูปให้มีความหลากหลายและสร้างมูลค่าเพิ่ม 

“ปัญหาน้ำนมดิบเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิต การยกระดับคุณภาพน้ำนม ไปจนถึงการทำตลาด หากทุกฝ่ายกลับมาเป็นผู้สร้างและร่วมมือกัน เชื่อว่า จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถเดินต่อไปได้” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สำหรับสถานการณ์ของอ.ส.ค. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ ที่ปรากฏข่าวว่า มีปัญหาด้านฐานะทางการเงินจนเป็นผลให้ไม่สามารถชำระค่าน้ำนมดิบของสหกรณ์ที่มีการทำสัญญารับซื้อกันไว้ ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์นำน้ำนมมาเททิ้งนั้น คณะกรรมการของอ.ส.ค. กำลังพิจารณารายละเอียดทั้งหมดเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม โดยเป็นกลไกการบริหารของบอร์ดรัฐวิสาหกิจ และย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯ จะไม่ปล่อยให้ อ.ส.ค. แก้ไขปัญหาเพียงลำพัง และจะร่วมกันหามาตรการพยุงสถานการณ์ เพื่อไม่ให้ผลกระทบตกอยู่กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ได้เกิดเหตุการณ์ที่เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์โคนมที่ทำสัญญาซื้อขายน้ำนมดิบกับอ.ส.ค. นำน้ำนมดิบมาเทอีกครั้ง โดยนายสำราญ ค้างสำโรง ประธานสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค ก.น.ช.หนองรี จำกัด ตำบลหนองรี อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรีกล่าวว่า อ.ส.ค. ไม่รับซื้อน้ำนมดิบได้ตามสัญญาที่ทำไว้กับสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์รับน้ำนมดิบจากเกษตรกรสมาชิกกว่า 200 รายตามปกติไม่ได้ โดยเฉลี่ยปริมาณน้ำนมดิบของสมาชิกทั้งหมดรวม 60–70 ตันต่อวัน 

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมารถบรรทุกน้ำนมดิบของสหกรณ์ไม่สามารถถ่ายน้ำนมลงถังของ อ.ส.ค. ได้ สหกรณ์พยายามรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกเท่าที่สามารถดำเนินการได้ แม้ต้องแบกรับภาระขาดทุน เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับแหล่งรับซื้ออื่นๆ และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ดังนั้นจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

สำหรับสาเหตุที่อ.ส.ค. ไม่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ต่างๆ ตามสัญญาได้เนื่องจากเกิดปัญหาด้านการตลาดและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้น้อยลง จนประสบภาวะขาดทุน อ.ส.ค. จึงยังคงค้างจ่ายค่าน้ำนมดิบของสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมที่มีสัญญาซื้อขายกัน รวมถึงมีหนี้ค้างจ่ายบริษัทจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ บริษัทจึงชะลอการส่งกล่องนมให้อ.ส.ค. เป็นเหตุให้ไม่สามารถรับน้ำนมมาแปรรูปได้
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง