วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569 12:00 น.

การเมือง

มองสนามการเมืองไทย พลวัตเลือกตั้ง 2569 ใต้เงาวิกฤตซ้อนทับ  ผ่านพุทธสันติวิธีและธรรมาธิปไตย 

วันศุกร์ ที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.36 น.

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถูกจับตามองว่าไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งตามวาระ หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์” ของการเมืองไทย ท่ามกลางวิกฤตซ้อนทับทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง ศรัทธาต่อสถาบันทางการเมือง และความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่แหลมคมที่สุดในรอบทศวรรษ

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับผู้นำกัมพูชาหลุดรั่ว ส่งผลให้รัฐบาลเพื่อไทยสิ้นสุดลง และเปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลรักษาการ ก่อนตัดสินใจ “ล้างกระดาน” คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินอีกครั้ง

เลือกตั้งไร้เงา ส.ว. และประชามติ 3 ใบ

ความสำคัญของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่การเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่สมาชิกวุฒิสภาไม่มีอำนาจร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงประชาชนมีผลโดยตรงต่อการจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้งยังมีการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการเลือก สส.เขตและบัญชีรายชื่อ รวมเป็นการหย่อนบัตร 3 ใบ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเดิมพันใหญ่ในการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิมจากยุค คสช.

วิเคราะห์ผ่านเลนส์ “พุทธสันติวิธี”

รายงานวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งนี้นำกรอบคิด “พุทธสันติวิธี” และ “ธรรมาธิปไตย” มาเป็นเครื่องมือวิพากษ์พฤติกรรมทางการเมือง โดยชี้ว่าการแข่งขันหาเสียงจำนวนมากยังถูกครอบงำด้วย “อกุศลมูล 3” ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ

โลภะ ปรากฏชัดผ่านการแข่งขันนโยบายประชานิยมและการแจกเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งแม้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างความกังวลต่อวินัยการคลังและการบริโภคเกินตัว

โทสะ แสดงออกผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมจากความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา และการใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังทางการเมือง โดยเฉพาะการโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อกล่าวหาเชิงอุดมการณ์

โมหะ คือสงครามข่าวสารในยุคดิจิทัล ตั้งแต่ข่าวปลอม ปฏิบัติการ IO ไปจนถึงภัยคุกคามจาก Deepfake และ AI ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแยกแยะความจริงได้ยากขึ้น

สมรภูมิ 3 ขั้วอำนาจ

สนามเลือกตั้ง 2569 มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัคร 57 พรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 94 คน แต่การแข่งขันหลักอยู่ที่ 3 ขั้วใหญ่

พรรคภูมิใจไทย (หมายเลข 37) ใช้ความได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ชูยุทธศาสตร์ “พูดแล้วทำ Plus” และเครือข่ายบ้านใหญ่ เน้นนโยบายแก้หนี้

พรรคประชาชน (หมายเลข 46) ตัวแทนขั้วเสรีนิยมก้าวหน้า เสนอนโยบายเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า แต่เผชิญแรงกดดันจากนิติสงครามและวาทกรรมโจมตีเรื่องความมั่นคง

พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9) และ พรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 27) อยู่ในภาวะฟื้นศรัทธา พยายามทวงคืนฐานเสียงเดิมด้วยจุดขายด้านเศรษฐกิจและการเมืองสุจริต

เสียงเตือนจากภาคศาสนาและประชาสังคม

พระพยอม กัลยาโณ และพระสงฆ์นักพัฒนาหลายรูปออกมาเตือนสติสังคมถึงบาปของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ขณะที่ภาคประชาสังคม เช่น We Watch, P-Net และโครงการตรวจสอบข่าวเท็จ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังการเลือกตั้งและส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อ

บททดสอบประชาธิปไตยไทย

นักวิชาการประเมินว่า การเลือกตั้ง 2569 คือบททดสอบว่าสังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามวัฏจักรความขัดแย้ง และลดอิทธิพลของโลภะ โทสะ และโมหะ ในการเมืองได้หรือไม่ ความหวังยังอยู่ที่การตื่นตัวของคนรุ่นใหม่และการยึดหลัก “ธรรมาธิปไตย” คือถือความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่เหนืออามิสและกระแสอารมณ์

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของปัญหาการเมืองไทย แต่ถูกมองว่าเป็น “มรรควิถี” สำคัญ หากทุกฝ่ายเคารพกติกา ใช้สันติวิธี และยึดศีลธรรมประชาธิปไตยเป็นเข็มทิศนำทางประเทศต่อไป.
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง