วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569 05:38 น.

การเมือง

"ณพลเดช" ชี้ประชามติ 8 ก.พ. คืออำนาจเด็ดขาดประชาชน โหวตแก้รัฐธรรมนูญ ย้ำสิทธิ–หน้าที่ คือต้องออกไปใช้เสียง

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569    ดร.ณพลเดช มณีลังกา อดีตเลขานุการกรรมการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดมุมมองจากการเข้าร่วมงาน Policy Watch Connect 2026 ที่อาคารรัฐสภา ว่าการจัดให้มีการลงประชามติควบคู่กับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น ผมร่วมงาน โหวต "เห็นชอบ" มากที่สุด ทั้งนี้การโหวตถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เพราะเป็นครั้งที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิทั้งในฐานะผู้เลือกผู้แทน และในฐานะผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายโดยตรงต่อประเด็นโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะคำถามเรื่องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบการเมืองและการใช้อำนาจรัฐในระยะยาว

ดร.ณพลเดช เห็นว่าการลงประชามติครั้งนี้ไม่ใช่เพียงกระบวนการตามกฎหมาย แต่เป็นบททดสอบวุฒิภาวะของสังคมประชาธิปไตยไทย ว่าประชาชนจะตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยมากน้อยเพียงใด การออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียงจะเป็นสัญญาณสำคัญว่าประชาชนไม่ต้องการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง แต่พร้อมมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศด้วยตนเอง

การลงประชามติเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดบทลงโทษทางอาญาสำหรับผู้ไม่ไปใช้สิทธิ แต่ในเชิงหลักการ การไม่เข้าร่วมย่อมเท่ากับการสละอำนาจการตัดสินใจให้ผู้อื่น การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่อาจแข็งแรงได้ หากประชาชนเพิกเฉยต่อกลไกที่เปิดโอกาสให้ตนเองมีเสียงโดยตรง โดยเฉพาะในประเด็นใหญ่ระดับโครงสร้างอย่างรัฐธรรมนูญ

ดร.ณพลเดช วิเคราะห์ว่าภาพรวมท่าทีของพรรคการเมืองที่ปรากฏผ่านสื่อ สะท้อนความแตกต่างทางความคิดอย่างชัดเจน กลุ่มพรรคการเมืองจำนวนมากแสดงจุดยืนเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันยังมีข้อจำกัดต่อการพัฒนาประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ และการสร้างความเป็นธรรมทางการเมือง ขณะที่พรรคการเมืองบางส่วนแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย โดยกังวลถึงเสถียรภาพ ความต่อเนื่องของระบบ และความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ ส่วนอีกบางพรรคยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจน สะท้อนความระมัดระวังต่อแรงกดดันทางการเมืองและกระแสสังคมที่ยังไม่นิ่ง

จากข้อมูลท่าทีพรรคการเมืองดังกล่าว ดร.ณพลเดช เห็นว่าการมีจุดยืนที่แตกต่างไม่ใช่เรื่องผิดในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับเป็นสิ่งที่สะท้อนความหลากหลายทางความคิด อย่างไรก็ตาม เมื่อความเห็นของพรรคการเมืองไม่ตรงกัน กลไกที่มีความชอบธรรมสูงสุดในการตัดสินใจจึงไม่ควรอยู่ที่พรรคหรือชนชั้นการเมืองเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ควรกลับไปสู่ประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ

ดร.ณพลเดช ชี้ว่าการที่พรรคการเมืองหลายพรรคออกมาสนับสนุนให้ประชาชนไปใช้สิทธิลงประชามติควบคู่กับการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในหลักการว่าประเด็นรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าจะตัดสินกันในสภาเพียงอย่างเดียว การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงจะช่วยเพิ่มความชอบธรรมให้กับผลลัพธ์ ไม่ว่าผลประชามติจะออกมาในทิศทางใด

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็สะท้อนมุมมองที่ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นความต่อเนื่องของนโยบาย ความมั่นคงของระบบ และต้นทุนทางการเมืองและเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกฎหมายสูงสุดของประเทศ การถกเถียงเช่นนี้จึงควรเกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและอยู่บนฐานข้อมูล เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

ดร.ณพลเดช เน้นว่าการออกไปลงประชามติไม่ใช่การเลือกข้างพรรคการเมือง แต่เป็นการเลือกหลักการ หากประชาชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญควรได้รับการปรับปรุงหรือจัดทำใหม่ ก็สามารถใช้สิทธิสะท้อนเจตจำนงนั้น หากเห็นว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันยังเหมาะสม ก็สามารถใช้สิทธิยืนยันเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ปล่อยให้การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นโดยมีผู้มีสิทธิเข้าร่วมเพียงส่วนน้อยของสังคม

ดร.ณพลเดช มองว่าหากประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก ผลประชามติจะกลายเป็นฉันทามติของสังคมในระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดข้อโต้แย้งเรื่องความชอบธรรมในอนาคต ไม่ว่าผลจะนำไปสู่การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการคงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญเดิม ผลที่ได้จะมีน้ำหนักมากพอให้ทุกฝ่ายยอมรับและเคารพ

การจัดให้มีการเลือกตั้งและการลงประชามติในวันเดียวกัน ดร.ณพลเดช เห็นว่าเป็นการออกแบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิอย่างครบถ้วนในคราวเดียว ลดภาระและเพิ่มแรงจูงใจในการออกมาใช้สิทธิ ทั้งยังสะท้อนแนวคิดว่าประชาธิปไตยไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกผู้แทน แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและโครงสร้างทางการเมืองด้วยตนเอง

ดร.ณพลเดช ย้ำว่าท่าทีของพรรคการเมืองที่ปรากฏตามสื่อเป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่คำตอบสุดท้ายต้องอยู่ในมือประชาชน การออกไปลงประชามติจึงเป็นการยืนยันว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง และอำนาจอธิปไตยไม่ควรถูกผูกขาดไว้ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การมีส่วนร่วมของประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประชาธิปไตยไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด และจะเข้มแข็งเพียงใดในอนาคต
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง