การเมือง
"ณพลเดช" ชี้ประชามติ 8 ก.พ. คืออำนาจเด็ดขาดประชาชน โหวตแก้รัฐธรรมนูญ ย้ำสิทธิ–หน้าที่ คือต้องออกไปใช้เสียง
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ดร.ณพลเดช มณีลังกา อดีตเลขานุการกรรมการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดมุมมองจากการเข้าร่วมงาน Policy Watch Connect 2026 ที่อาคารรัฐสภา ว่าการจัดให้มีการลงประชามติควบคู่กับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น ผมร่วมงาน โหวต "เห็นชอบ" มากที่สุด ทั้งนี้การโหวตถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เพราะเป็นครั้งที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิทั้งในฐานะผู้เลือกผู้แทน และในฐานะผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายโดยตรงต่อประเด็นโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะคำถามเรื่องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบการเมืองและการใช้อำนาจรัฐในระยะยาว

ดร.ณพลเดช เห็นว่าการลงประชามติครั้งนี้ไม่ใช่เพียงกระบวนการตามกฎหมาย แต่เป็นบททดสอบวุฒิภาวะของสังคมประชาธิปไตยไทย ว่าประชาชนจะตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยมากน้อยเพียงใด การออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียงจะเป็นสัญญาณสำคัญว่าประชาชนไม่ต้องการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง แต่พร้อมมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศด้วยตนเอง
การลงประชามติเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดบทลงโทษทางอาญาสำหรับผู้ไม่ไปใช้สิทธิ แต่ในเชิงหลักการ การไม่เข้าร่วมย่อมเท่ากับการสละอำนาจการตัดสินใจให้ผู้อื่น การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่อาจแข็งแรงได้ หากประชาชนเพิกเฉยต่อกลไกที่เปิดโอกาสให้ตนเองมีเสียงโดยตรง โดยเฉพาะในประเด็นใหญ่ระดับโครงสร้างอย่างรัฐธรรมนูญ

ดร.ณพลเดช วิเคราะห์ว่าภาพรวมท่าทีของพรรคการเมืองที่ปรากฏผ่านสื่อ สะท้อนความแตกต่างทางความคิดอย่างชัดเจน กลุ่มพรรคการเมืองจำนวนมากแสดงจุดยืนเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันยังมีข้อจำกัดต่อการพัฒนาประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ และการสร้างความเป็นธรรมทางการเมือง ขณะที่พรรคการเมืองบางส่วนแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย โดยกังวลถึงเสถียรภาพ ความต่อเนื่องของระบบ และความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ ส่วนอีกบางพรรคยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจน สะท้อนความระมัดระวังต่อแรงกดดันทางการเมืองและกระแสสังคมที่ยังไม่นิ่ง
จากข้อมูลท่าทีพรรคการเมืองดังกล่าว ดร.ณพลเดช เห็นว่าการมีจุดยืนที่แตกต่างไม่ใช่เรื่องผิดในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับเป็นสิ่งที่สะท้อนความหลากหลายทางความคิด อย่างไรก็ตาม เมื่อความเห็นของพรรคการเมืองไม่ตรงกัน กลไกที่มีความชอบธรรมสูงสุดในการตัดสินใจจึงไม่ควรอยู่ที่พรรคหรือชนชั้นการเมืองเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ควรกลับไปสู่ประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ

ดร.ณพลเดช ชี้ว่าการที่พรรคการเมืองหลายพรรคออกมาสนับสนุนให้ประชาชนไปใช้สิทธิลงประชามติควบคู่กับการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในหลักการว่าประเด็นรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าจะตัดสินกันในสภาเพียงอย่างเดียว การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงจะช่วยเพิ่มความชอบธรรมให้กับผลลัพธ์ ไม่ว่าผลประชามติจะออกมาในทิศทางใด
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็สะท้อนมุมมองที่ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นความต่อเนื่องของนโยบาย ความมั่นคงของระบบ และต้นทุนทางการเมืองและเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกฎหมายสูงสุดของประเทศ การถกเถียงเช่นนี้จึงควรเกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและอยู่บนฐานข้อมูล เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
ดร.ณพลเดช เน้นว่าการออกไปลงประชามติไม่ใช่การเลือกข้างพรรคการเมือง แต่เป็นการเลือกหลักการ หากประชาชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญควรได้รับการปรับปรุงหรือจัดทำใหม่ ก็สามารถใช้สิทธิสะท้อนเจตจำนงนั้น หากเห็นว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันยังเหมาะสม ก็สามารถใช้สิทธิยืนยันเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ปล่อยให้การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นโดยมีผู้มีสิทธิเข้าร่วมเพียงส่วนน้อยของสังคม
ดร.ณพลเดช มองว่าหากประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก ผลประชามติจะกลายเป็นฉันทามติของสังคมในระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดข้อโต้แย้งเรื่องความชอบธรรมในอนาคต ไม่ว่าผลจะนำไปสู่การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการคงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญเดิม ผลที่ได้จะมีน้ำหนักมากพอให้ทุกฝ่ายยอมรับและเคารพ
การจัดให้มีการเลือกตั้งและการลงประชามติในวันเดียวกัน ดร.ณพลเดช เห็นว่าเป็นการออกแบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิอย่างครบถ้วนในคราวเดียว ลดภาระและเพิ่มแรงจูงใจในการออกมาใช้สิทธิ ทั้งยังสะท้อนแนวคิดว่าประชาธิปไตยไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกผู้แทน แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและโครงสร้างทางการเมืองด้วยตนเอง
ดร.ณพลเดช ย้ำว่าท่าทีของพรรคการเมืองที่ปรากฏตามสื่อเป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่คำตอบสุดท้ายต้องอยู่ในมือประชาชน การออกไปลงประชามติจึงเป็นการยืนยันว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง และอำนาจอธิปไตยไม่ควรถูกผูกขาดไว้ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การมีส่วนร่วมของประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประชาธิปไตยไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด และจะเข้มแข็งเพียงใดในอนาคต
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- "Amy McClay" สาวอังกฤษหัวใจไทย เจ้าของไทย สกาย แอดแวนเจอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างนักกระโดดร่มชาวไทยและผู้สนับสนุนภารกิจพิชิตโลกของซุปเปอร์ตุ้ม 10 มี.ค. 2569
- รัฐบาลสั่ง ขรก.- รัฐวิสหกิจ WFH ทันที ในส่วนไม่เกี่ยวงานบริการ ปชช. 10 มี.ค. 2569
- ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 โดยยังมิได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา 10 มี.ค. 2569
- กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดฝึกอบรม “การบริหารจัดการตามยุทธศาสตร์ กฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้บริหาร” 10 มี.ค. 2569
- ครม.ไฟเขียวขยายเวลาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ “ลาว -เมียนมา- เวียดนาม” กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึง 31 มี.ค.69 หวั่นกระทบระบบเศรษฐกิจประเทศ 10 มี.ค. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
“ลุงป้อม” ชวนเพื่อน ตท.6 บุกร้านลับ ชิมความอร่อยกว่า 40 ปี ในสนามกอล์ฟ ทบ. 17:11 น.- “ตรีนุช” รมว.แรงงาน ยันพร้อมอำนวยความสะดวกคนไทยในตะวันออกกลางหากต้องการกลับไทย ชี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตรียมเพิ่มทักษะ - จับคู่กลุ่มธุรกิจ 13:48 น.
- พปชร.ประชุมใหญ่สามัญ “ตรีนุช” นั่งหัวหน้า ลั่น พาพรรคเดินหน้าต่อ หลัง “บิ๊กป้อม”ให้โอกาสทำงาน ปัดตอบ เก้าอี้ รมต.รอเปิดสภา- เลือกนายกฯ ก่อน 13:20 น.
- กรมการจัดหางานลงพื้นที่อยุธยา ย้ำแรงงานต่างด้าวต้องตรวจสุขภาพจริง ป้องกันกระทบระบบสาธารณสุข 11:09 น.
- "พิชัย" เห็นด้วย "อนุทิน" คงราคาน้ำมันดีเซล ชี้หากยืดเยื้อสามารถลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลได้ลิตรละ 6.92 บาท 09:43 น.



