วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569 03:36 น.

การเมือง

งบกระตุ้นเศรษฐกิจ จากมิยาซาวาสู่คนละครึ่งพลัส บนถนนการเมืองไทย

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

เลือกตั้ง 2569 กับสมรภูมิงบกระตุ้นเศรษฐกิจ จาก "มิยาซาวา" สู่ "คนละครึ่งพลัส" และโจทย์ใหญ่ความยั่งยืนการคลังไทย

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นจุดชี้ขาดทิศทาง นโยบายการคลังและงบกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และหนี้สาธารณะใกล้แตะเพดานวินัยการคลัง

บทวิเคราะห์เชิงวิชาการล่าสุดชี้ว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองไทยในปี 2569 สะท้อน “วัฏจักรประชานิยมด้านอุปสงค์” ที่วนซ้ำมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุค โครงการเงินกู้มิยาซาวา หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง มาจนถึงข้อเสนอร่วมสมัยอย่าง “คนละครึ่งพลัส” และโมเดล “รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30”

เศรษฐกิจไทยก่อนเลือกตั้ง: ฟื้นช้า–หนี้สูง–กระสุนจำกัด

ข้อมูลการคาดการณ์เศรษฐกิจการคลังระบุว่า ปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลจะมีรายได้สุทธิราว 2.92 ล้านล้านบาท แต่มีรายจ่ายสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ขาดดุลกว่า 8.6 แสนล้านบาท หรือประมาณ 4.4% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 13 ล้านล้านบาท คิดเป็น 68.17% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว รัฐบาลใหม่จะมี “พื้นที่ทางการคลัง” เหลืออยู่อย่างจำกัด แต่แรงกดดันทางการเมืองกลับผลักดันให้พรรคการเมืองต้องเสนอนโยบายแจกเงินหรืออุดหนุนการบริโภค เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนที่กำลังเผชิญปัญหาปากท้อง

จาก “Workfare” สู่ “Digital Handout”

หากย้อนกลับไปหลังวิกฤตปี 2540 โครงการมิยาซาวาในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย เน้นแนวคิด Workfare หรือ “ช่วยเหลือผ่านการจ้างงาน” เช่น การขุดลอกคูคลอง สร้างถนน หรือจ้างแรงงานชั่วคราวในชนบท เพื่อสร้างรายได้และผลิตภาพ แม้จะช่วยบรรเทาการว่างงานได้หลายล้านคน แต่ก็ถูกวิจารณ์เรื่องความไม่ยั่งยืนและปัญหาทุจริตแบบ “แรงงานผี”

สองทศวรรษต่อมา วิกฤตโควิด-19 ได้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เมื่อรัฐใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดตัว โครงการคนละครึ่ง ผ่านแอปฯ เป๋าตัง เปลี่ยนจากการจ้างงานมาเป็นระบบ Co-payment หรือรัฐร่วมจ่าย 50% ช่วยกระตุ้นการบริโภคฐานรากและดึงร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

โครงการดังกล่าวถูกประเมินว่าสามารถพยุง GDP ได้ราว 0.2–0.4% ต่อปี และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบสูงกว่าเม็ดเงินงบประมาณที่รัฐใช้จริงถึง 2 เท่า อย่างไรก็ตาม ก็เกิดรูปแบบทุจริตใหม่ เช่น การ “แลกสิทธิเป็นเงินสด” และอาชญากรรมไซเบอร์

สมรภูมินโยบาย 2569: แข่งกันที่ “สัดส่วนการจ่าย”

เมื่อเข้าสู่โหมดหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้กลายเป็นอาวุธหลักของพรรคการเมืองใหญ่

พรรคภูมิใจไทย เสนอ “คนละครึ่งพลัส” ยังคงสัดส่วนรัฐ–ประชาชน 50:50 แต่เพิ่มวงเงิน พร้อมใช้วาทกรรม “ติดหนี้ประชาชน” เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

พรรคเพื่อไทย เสนอโมเดลที่เข้มข้นกว่า คือ รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30% โดยให้เหตุผลว่ากำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอเกินกว่าจะสมทบครึ่งหนึ่งได้เหมือนเดิม

นักวิชาการวิเคราะห์ว่า การเพิ่มสัดส่วนรัฐจ่ายอาจกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้นในระยะสั้น แต่จะลดประสิทธิภาพของ “ตัวคูณทางการคลัง” และเพิ่มภาระงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ เสี่ยงต่อปัญหา Moral Hazard และความเคยชินกับการอุดหนุนจากรัฐ

ความเสี่ยงระยะยาว: วินัยการคลังและกับดักประชานิยม

บทวิเคราะห์ชี้ว่า ไม่ว่านโยบายใดจะชนะใจประชาชนในสนามเลือกตั้ง แต่โจทย์ใหญ่ที่ถูกละเลยคือ ความยั่งยืนทางการคลัง ในช่วงปี 2569–2573 ที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มไต่ระดับเฉียดเพดานต่อเนื่อง การอัดฉีดงบประมาณเพื่อกระตุ้นอุปสงค์อาจให้ผลเพียงชั่วคราว หากไม่เชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพหรือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดทางกฎหมายในช่วงรัฐบาลรักษาการ ยังทำให้หลายโครงการอาจไม่สามารถเดินหน้าได้ทันทีหลังการยุบสภา เสี่ยงเกิด “สุญญากาศทางนโยบาย” ในช่วงต้นปี 2569

บทสรุป: เลือก “แจก” หรือ “ลงทุนอนาคต”

ผู้วิจัยสรุปว่า การแข่งขันนโยบายงบกระตุ้นเศรษฐกิจในเลือกตั้ง 2569 สะท้อนความต่อเนื่องของประชานิยมไทยที่เปลี่ยนรูปแบบตามเทคโนโลยี แต่ยังยึดการกระตุ้นอุปสงค์เป็นแกนหลัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า พรรคใดให้มากกว่า แต่คือ ประเทศจะรับภาระได้นานแค่ไหน

ข้อเสนอเชิงนโยบายระบุว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งควรเปลี่ยนจากการ “แจกเพื่อใช้จ่าย” ไปสู่การ “ลงทุนในมนุษย์” ใช้ข้อมูลดิจิทัลคัดกรองกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ และเสริมระบบตรวจสอบการทุจริตให้เท่าทันยุคดิจิทัล

การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นบททดสอบสำคัญ ว่าสังคมไทยจะก้าวสู่เส้นทาง ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ หรือจะยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนของ ประชานิยมระยะสั้น ที่ฝากภาระไว้กับคนรุ่นต่อไป.

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง