วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569 14:48 น.

การเมือง

"ยศชนัน" โชว์วิสัยทัศน์ประเทศไทยปี 2030  ยันไทยมีศักยภาพไม่แพ้เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.02 น.

พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 2 ใจกลางกรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ "ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย เพื่อไทยทำได้" "ยศชนัน" ประกาศวิสัยทัศน์ประเทศไทยปี 2030 ชูวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และรัฐบาลดิจิทัล เป็นหัวใจขับเคลื่อนประเทศ ยันไทยมีศักยภาพไม่แพ้เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 17.30 น.  ที่ลานพาร์คพารากอน พรรคเพื่อไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่  ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ "ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย เพื่อไทยทำได้"  มีแกนนำพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้ง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย นายชูศักดิ์ ศิรินิล แกนนำพรรค นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้มาร่วมงานด้วย

จากนั้นเวลา 18.20 น. นายสุริยะ ปราศรัยว่า จากการลงพื้นที่ของนายยศชนัน ประชาชนต่างเรียกร้องอยากเจอนายยศชนันตัวเป็นๆ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการลงพื้นที่จากวันละ 2 จังหวัดเป็นวันละ 4 จังหวัด ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น ทุกคนอยากเติมเชนใช่หรือไม่ การที่พรรคเพื่อไทยเดินทางมาถึงขนาดนี้ ต้องขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันสร้างพรรค แต่ย้ำว่า ผู้สมัครห้ามประมาท 2 อาทิตย์สุดท้ายจะเป็นตัววัดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ตลอดเส้นทางการเมือง 25 ปี ยิ่งลงพื้นที่พบประชาชน ยิ่งมั่นใจว่า ประเทศต้องการรัฐบาลที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่พูดเก่งแต่แก้ปัญหาไม่เป็น

"จาตุรนต์"  ชี้ "มีส้มไม่มีเทา"  จุดไม่ติด ทำเลือกตั้งแข่งนโยบายน้อยลง  
 
 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า การพยายามจุดกระแส “มีส้มไม่มีเทา” ของพรรคประชาชนมีจุดอ่อนหลายอย่าง ไม่มีพื้นฐานรองรับว่า “เทา” คืออะไรกันแน่ เหมือนกับจะบอกว่าส้มดีอยู่พรรคเดียว จนกลายเป็นขว้างงูไม่พ้นคอ พอโดนกับตัวเองต้องมาแก้ตัวจนไม่มีเวลาพูดเรื่องนโยบาย “มีส้มไม่มีเทาจึงจุดไม่ติด” และกลับเป็นปัญหาในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีการพูดถึงนโยบายน้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้คนที่เสียประโยชน์คือประชาชน

ต่อมานายยศชนัน ได้ปราศรัยโดยเริ่มต้นว่า จะขอพูดคุยเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือในปี 2030 พร้อมย้ำว่า วันนี้พวกเรามาเพื่อการเปลี่ยนแปลง และในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ตนจะเปลี่ยนความหวังและความฝันของพ่อแม่พี่น้องทุกคนให้เป็นความจริง
 
นายยศชนัน   เปิดภาพครอบครัวของตนเองให้มวลชนดู พร้อมระบุว่า ครอบครัวของตนมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ได้แก่ ตน ภรรยา ลูกสาว 1 คน และลูกชาย 1 คน แต่ในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ทำให้ตนได้เรียนรู้หลายสิ่ง และมองเห็นว่าครอบครัวของตนใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น เพราะวันนี้เรามี “ครอบครัวเพื่อไทย” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

นายยศชนัน กล่าวย้ำว่า วันนี้ไม่ว่าผู้ฟังจะเป็นใคร หรืออาศัยอยู่ในส่วนใดของโลก ตนก็พร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน และความฝันของคนไทยทุกคนจะต้องเป็นความจริง ประเทศไทยต้องทำได้

“วันนี้ผมไม่รู้ว่า ผมจะมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ได้อีกนานแค่ไหน หรือจะใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ที่ใด แต่สิ่งที่ผมอยากทำให้กับประชาชนทุกคน คือการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่สวยงาม เป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับลูกหลาน และเป็นประเทศที่หากพวกเขาอยากทำอะไร ก็สามารถทำได้ นี่คือแผ่นดินที่เราจะสร้างขึ้นมาในอีก 4 ปีข้างหน้า ด้วยสองมือของพวกเรา และด้วยเหตุผลนี้ สำหรับประเทศไทย ทุกอย่างต้องเป็นไปได้”

จากนั้น นายยศชนัน  เปิดภาพฟาร์มการเกษตรของประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมประเทศไทยจะทำแบบนี้ไม่ได้ ทั้งที่ประเทศเนเธอร์แลนด์มีพื้นที่เล็กกว่าประเทศไทยมากถึง 12 เท่า แต่กลับมีประสิทธิภาพทางการเกษตรสูง และสามารถส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

นายยศชนัน  ระบุว่า สภาพภูมิประเทศของเนเธอร์แลนด์กว่า 20% อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และอีกกว่า 50% อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตร แต่ประเทศดังกล่าวกลับไม่มีปัญหาน้ำท่วม ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความโชคดี แต่เป็นผลจากพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และประเทศไทยก็สามารถทำเช่นเดียวกันได้

ต่อมา นายยศชนัน เปิดภาพประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับเนเธอร์แลนด์ แต่สามารถเปลี่ยนพื้นที่ภูเขาที่โล่งๆ และสภาพอากาศหนาวเย็น ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพของชาวโลก ผลิตสมุนไพร และยาคุณภาพสูง เครื่องมือแพทย์ระดับโลก รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนทั่วโลกอยากเดินทางมา ขณะที่ประชาชนมีรายได้สูง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นกัน
 
“ประเทศไทยก็ทำแบบนี้ได้ ยศชนันก็ทำแบบนี้ได้ และคนไทยจะทำแบบนี้ไปด้วยกัน”
 
จากนั้น นายยศชนัน  เปิดภาพประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศเกาะขนาดเล็ก มีพื้นที่ใกล้เคียงกับจังหวัดภูเก็ตของประเทศไทย แต่สามารถสร้างรายได้สูงให้กับประชาชน มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ และมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันต่ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน
 
“พี่น้องครับ ด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำของโลกได้อย่างแน่นอน และผมจะทำให้ดู ผมพร้อมแล้วที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ที่พร้อมจะเปลี่ยนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
 
นายยศชนัน  กล่าวต่อว่า วันนี้คนไทยต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมมาอย่างยาวนาน หากพรรคเพื่อไทยได้เข้าบริหารประเทศ จะขอแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบมากกว่าเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากผืนแผ่นดินอยู่เหนือระดับน้ำทะเล แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาและวางแผนรองรับปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในอนาคต ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลการระบายน้ำโดยตรง ไม่ใช่เพียงการส่งน้ำเหมือนในปัจจุบัน โดยต้องเริ่มจากการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
 
ในภาคเหนือ มีแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ ปิง วัง ยม และน่าน โดยแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายเดียวที่ไม่มีเขื่อน ส่งผลให้จังหวัดพื้นที่ท้ายลำน้ำ เช่น สุโขทัย ประสบปัญหาน้ำท่วมและการกัดเซาะตลิ่ง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำขนาดเล็ก แทนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ และควบคู่กับการฟื้นฟูป่าต้นน้ำทั่วประเทศ
 
นายยศชนัน  ระบุว่า จังหวัดสุโขทัยมีความจำเป็นต้องสร้างคลองลัดน้ำเชื่อมระหว่างแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน เพื่อถ่ายเทน้ำระหว่างกัน พร้อมย้ำว่า หากพื้นที่เกษตรกรรมใดหลีกเลี่ยงการรับน้ำไม่ได้ รัฐบาลจะทำสัญญาเช่าพื้นที่เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำอย่างเป็นธรรม
 
นอกจากนี้ จำเป็นต้องสร้างทางระบายน้ำขนาดใหญ่คลองชัยนาทลงสู่ทะเล รวมถึงฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ และพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาคอีสานที่ต้องเพิ่มพื้นที่รับน้ำ และขุดลอกคูคลอง และภาคใต้ที่ต้องฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา พร้อมสร้างคลองลัดน้ำ โดยทั้งหมดนี้ พรรคเพื่อไทยพร้อมดำเนินการทันที เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

นายยศชนัน กล่าวถึงการยกเครื่องเศรษฐกิจสุขภาพว่า จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการเพิ่มรายได้ให้กับคนไทย ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านการบริการทางการแพทย์ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมสร้างองค์ความรู้ด้านสุขภาพขั้นสูง

ขณะเดียวกัน เกษตรกรสามารถปลูกสมุนไพรเข้าสู่อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ เพิ่มมูลค่าผลผลิตจากภาคเกษตรได้มากกว่า 1,000 เท่า พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว จึงสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์ได้

“เราจะต้องประกาศศักดาว่า ประเทศไทยคือ ที่หนึ่งด้านการแพทย์ของโลกให้ได้”
.
ในประเด็นสุดท้าย นายยศชนัน  กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันว่า ต้องแก้ทั้งระบบ ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การวางกรอบกฎหมาย การเสริมความมั่นคงทางไซเบอร์ และการยกระดับทักษะด้าน AI โดยตั้งเป้าให้ประชาชนอย่างน้อยหนึ่งในสามของประเทศสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ AI ได้ทุกช่วงวัย
 
พร้อมย้ำว่า การเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกกระทรวงจะช่วยสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ง่าย และหากนำข้อมูลด้านสาธารณสุขมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด
 
“นี่คือวิสัยทัศน์ที่ผมจะพาพวกเราเดินไป ทั้งการดูแลพี่น้องรากหญ้า การฟื้นฟูเศรษฐกิจเดิม การสร้างโอกาสใหม่ หน่วยงานรัฐต้องดูแลความมั่นคง สร้างโอกาส และไม่ปล่อยให้การทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น แน่นอนว่าเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สวัสดิการ และการศึกษาของลูกหลาน ประเทศไทยในปี 2030 พรรคเพื่อไทยทำได้ และยศชนันทำได้”
 
#เพื่อไทยเบอร์9 #ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย #เพื่อไทยทำได้ #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์
 

หน้าแรก » การเมือง