วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 02:05 น.

การเมือง

"ณพลเดช" ชี้คำสั่งศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. ชญานันท์ พท. ปมถือหุ้นสื่อ สะท้อนปัญหาการตีความกฎหมายที่อาจควรพิจารณา

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.51 น.

เมื่อวันที่  30 ม.ค. 2569 นายณพลเดช มณีลังกา นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาล แต่ขอแสดงความเห็นเชิงวิชาการต่อกรณีศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกรณีถือหุ้นสื่อมวลชน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อหลักสิทธิทางการเมืองและมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งของประเทศ

สำหรับกรณี ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 17/2569 ให้ถอนชื่อ น.ส.ชญานันท์ จินดาเจี่ย ผู้สมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 3 เบอร์ 8 พรรคเพื่อไทย กรณีถือหุ้นประกอบกิจการสื่อมวลชน หลังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดราชบุรี เป็นผู้ร้อง นั้น นายณพลเดช เห็นว่า แม้ผู้สมัครจะยอมรับว่าได้ถือหุ้นบริษัทหนึ่งที่เกี่ยวกับกิจการสื่อมวลชนจำนวน 220 หุ้น ในขณะสมัครรับเลือกตั้ง และได้จำหน่ายหุ้นออกทั้งหมดแล้ว อีกทั้งเป็นการถือหุ้นในสัดส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดอำนาจบริหารหรือครอบงำกิจการ แต่ศาลยังคงตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 (3) ในลักษณะเคร่งครัด โดยเห็นว่าการถือหุ้นแม้เพียงหุ้นเดียวก็เป็นลักษณะต้องห้าม ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรได้รับการพิจารณาทบทวนในเชิงหลักการ

ในทางวิชาการกฎหมายมหาชน นายณพลเดช กล่าวว่า การจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและความได้สัดส่วน ไม่อาจอาศัยเพียงข้อเท็จจริงเชิงรูปแบบว่ามีชื่อถือหุ้นอยู่ในทางทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงสภาพกิจการที่แท้จริง เจตนา และอำนาจควบคุมหรือครอบงำกิจการสื่อว่ามีอยู่หรือไม่

นายณพลเดช ระบุว่า ในอดีตศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเคยมีแนววินิจฉัยที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะกรณีของอดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือหุ้นบริษัทที่เกี่ยวกับโทรคมนาคมจำนวน 200 หุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมดกว่า 2,974 ล้านหุ้น ศาลเห็นว่าการถือหุ้นในสัดส่วนเพียงเล็กน้อยดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดอำนาจบริหาร ไม่สามารถครอบงำกิจการ หรือใช้สื่อเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง จึงไม่เป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง

นายณพลเดช เห็นว่า แนวคำวินิจฉัยในคดีนายชาญชัย เป็นบรรทัดฐานที่สะท้อนหลักการพิจารณาสาระสำคัญเหนือรูปแบบ และควรถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียง เพื่อสร้างความเสมอภาคและความคาดหมายได้ในการบังคับใช้กฎหมาย

ขณะเดียวกัน กรณีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเคยเป็นประเด็นสาธารณะ ก็สะท้อนปัญหาเดียวกัน คือความแตกต่างของแนวทางการตีความกฎหมาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัดส่วนหุ้นและอำนาจครอบงำกิจการมีลักษณะใกล้เคียงกัน การใช้มาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกันในคดีลักษณะเดียวกัน อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมด้านการเลือกตั้ง

นายณพลเดช กล่าวต่อไปว่า หากแนวทางการตีความที่เคร่งครัดในเชิงตัวบทโดยไม่พิจารณาถึงข้อเท็จจริงเชิงสาระถูกนำมาใช้เป็นบรรทัดฐาน อาจเปิดช่องให้การร้องเรียนเรื่องถือหุ้นสื่อกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และสร้างภาวะไม่แน่นอนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ถือหุ้นจากการลงทุนทั่วไป กองมรดก หรือการถือครองในสัดส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกิจการสื่อ

ทั้งนี้การพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านการเลือกตั้งควรมุ่งสร้างมาตรฐานการตีความที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คุ้มครองสิทธิทางการเมืองของประชาชน และยึดหลักนิติรัฐเป็นสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้งและประชาธิปไตยของประเทศในระยะยาว ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาล และขอแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง