วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 09:26 น.

การเมือง

ข้อดี-เสีย! “พระสงฆ์เถรวาท 5 ประเทศ” มี-ถูกตัดสิทธิบนสนามเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.15 น.

ในศตวรรษที่ 21 เส้นแบ่งระหว่าง “ธรรมจักร” กับ “อาณาจักร” กำลังสั่นคลอนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน งานวิจัยเชิงเปรียบเทียบล่าสุดว่าด้วยสถานะของพระสงฆ์ในกระบวนการเลือกตั้งและประชาธิปไตยของ 5 ประเทศพุทธเถรวาท ได้แก่ ไทย เมียนมา ศรีลังกา กัมพูชา และลาว ชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศเหล่านี้จะมีรากฐานพระวินัยและจารีตพุทธร่วมกัน แต่กลับเลือกคำตอบที่แตกต่างอย่างสุดขั้วต่อคำถามเดียวกันว่า “พระสงฆ์ควรเป็นเพียงผู้สละโลก หรือเป็นพลเมืองที่มีสิทธิทางการเมือง?”

การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยแบบตัวแทน กลายเป็นสนามทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและรัฐอย่างเข้มข้นที่สุด และผลลัพธ์ที่ปรากฏสะท้อนทั้งโอกาส ความเสี่ยง และความย้อนแย้งของพุทธศาสนาในโลกสมัยใหม่

ไทย–เมียนมา: ตัดสิทธิ แต่ไม่ตัดการเมือง

ประเทศไทยและเมียนมาเลือกใช้โมเดล “ตัดสิทธิทางการเมือง” ของพระสงฆ์อย่างชัดเจนในทางกฎหมาย โดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งห้ามพระภิกษุสามเณรลงคะแนนเสียงหรือสมัครรับเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลเรื่องความเป็นกลางและการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสมณเพศ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่า การตัดสิทธิดังกล่าวไม่ได้ทำให้พระสงฆ์ “พ้นการเมือง” แต่กลับผลักดันให้บทบาททางการเมืองของสงฆ์เคลื่อนออกไปอยู่นอกระบบรัฐสภา ในไทย พระสงฆ์จำนวนหนึ่งมีบทบาทในความขัดแย้งทางการเมืองช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งบนเวทีชุมนุมและการเคลื่อนไหวเชิงอุดมการณ์ ขณะที่เมียนมา พระสงฆ์กลับมีอิทธิพลต่อการเมืองมวลชนอย่างสูง ผ่านองค์กรศาสนาและการเทศนาชี้นำ โดยไม่ต้องมีบัตรเลือกตั้งแม้แต่ใบเดียว

หลังรัฐประหารปี 2564 เมียนมากลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่ศาสนาถูกดึงมาใช้สร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจรัฐ ทั้งในฝ่ายสนับสนุนกองทัพและฝ่ายต่อต้านเผด็จการ จนเกิดภาวะ “สังฆเภททางการเมือง” อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ศรีลังกา: เมื่อผ้าเหลืองก้าวเข้าสภา

ศรีลังกาเป็นกรณีที่แตกต่างที่สุดในโลกเถรวาท พระสงฆ์ไม่เพียงมีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยังสามารถตั้งพรรคการเมืองและนั่งในรัฐสภาได้อย่างเปิดเผย การก่อตั้งพรรค Jathika Hela Urumaya (JHU) และการมี ส.ส.ผ้าเหลืองในสภา เคยถูกมองว่าเป็นพลังศีลธรรมในการปกป้องชาติและศาสนา

แต่ประสบการณ์กว่า 20 ปี กลับเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่ง พระสงฆ์นักการเมืองจำนวนไม่น้อยเข้าไปพัวพันกับการเมืองชาตินิยมรุนแรง วาทกรรมเกลียดชัง และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ส่งผลให้สถานะ “เหนือการเมือง” ทางศีลธรรมของสงฆ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

การเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งพรรค National People’s Power (NPP) ชนะถล่มทลาย ถูกนักวิชาการตีความว่าเป็น “สัญญาณเตือน” จากประชาชน ที่หันไปเลือกนโยบายปากท้องและการปราบคอร์รัปชัน แทนการเมืองอัตลักษณ์แบบพุทธชาตินิยม บทบาทของพระสงฆ์ในฐานะผู้กำหนดนโยบายจึงเริ่มถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ

กัมพูชา–ลาว: สิทธิที่อยู่ใต้การควบคุม

กัมพูชาและลาวเป็นตัวอย่างของประเทศที่ให้สิทธิเลือกตั้งแก่พระสงฆ์ในทางกฎหมาย แต่จำกัดเสรีภาพในทางปฏิบัติอย่างเข้มงวด ในกัมพูชา พระสงฆ์สามารถลงคะแนนเสียงได้ แต่ถูกควบคุมโดยรัฐและพรรครัฐบาลอย่างใกล้ชิด พระที่วิพากษ์วิจารณ์อำนาจมักถูกคุกคามหรือบังคับให้สึก ทำให้สิทธิเลือกตั้งกลายเป็นเพียงพิธีกรรมสนับสนุนรัฐ

ขณะที่ลาว รัฐได้บูรณาการคณะสงฆ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกมวลชนภายใต้พรรคเดียว พระสงฆ์มีสถานะเป็น “ผู้เผยแพร่อุดมการณ์” มากกว่าผู้ตรวจสอบอำนาจ สิทธิทางการเมืองจึงดำรงอยู่ในกรอบที่รัฐกำหนดอย่างเบ็ดเสร็จ

บทสรุป: ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับโลกเถรวาท

งานวิจัยสรุปว่า ไม่มีโมเดลใดสมบูรณ์แบบ
– การปิดกั้น (ไทย–เมียนมา) ทำให้การเมืองของสงฆ์ปะทุอยู่นอกระบบ
– การเปิดเต็มรูปแบบ (ศรีลังกา) ทำให้ศาสนาเสี่ยงต่อการแปดเปื้อนและเสื่อมศรัทธา
– การควบคุม (กัมพูชา–ลาว) ทำให้สงฆ์สูญเสียความเป็นอิสระและกลายเป็นเครื่องมือของรัฐ

ข้อค้นพบสำคัญคือ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “พระควรมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่” หากแต่อยู่ที่ วุฒิภาวะทางการเมืองของทั้งรัฐ สังคม และสถาบันสงฆ์ ผลการเลือกตั้งในศรีลังกาปี 2024 ตอกย้ำว่า “ผ้าเหลือง” ไม่ใช่เกราะคุ้มกันจากการตรวจสอบของประชาชนอีกต่อไป หากพระสงฆ์เลือกก้าวเข้าสู่สนามการเมือง

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ พุทธศาสนาเถรวาทจึงยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญ ระหว่างการเป็น “ผู้เล่น” ในอำนาจรัฐ กับการธำรงบทบาท “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ที่ต้องรักษาระยะห่างเพื่อคงศรัทธาของสังคม—คำถามนี้ยังคงเปิดกว้าง และจะยิ่งชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง