วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569 23:59 น.

การเมือง

8 กุมภาพันธ์ 2569 ร่วมสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย : พร้อมใจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ

วันพุธ ที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.22 น.

โดย... PP. รัตน์.

ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทุกท่านได้ร่วมเปิดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปด้วยกัน วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเลือกตั้ง สส.+ออกเสียงประชามติ หากจะกล่าวแล้วการเลือกตั้ง สส.. พี่น้องชาวไทยคงคุ้นเคยและเข้าใจถึงระบบการเลือกไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนล่วงหน้า/การเลือกตั้งนอกเขต/

 

การเลือกตั้งในเขตหรือการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร.. อันถือว่ากาลเวลาได้บ่มเพาะและสะสมความรู้ความเข้าใจและการปฎิบัติให้กับประชาชนคนไทยอยู่ไม่น้อย แต่ทว่าวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น. ถือเป็นความพิเศษและเป็นครั้งแรกของคนไทยที่ต้องใช้สิทธิเลือก สส. และการออกเสียงประชามติไปพร้อม ๆ กัน ผู้เขียนจึงขอใช้พื้นที่นี้ได้อ้างถึงการออกเสียงประชามติซึ่งมีความสำคัญต่อคนไทยไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้ง สส. เลย....
     

การออกเสียงประชามติ (Referendum) ตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ (Modern Direct Democracy) เป็นกลไกการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative democracy) (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และชาย ไชยชิต. 2020) หมายถึง การที่รัฐคืนอำนาจการตัดสินใจให้แก่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยที่รัฐจะขอความเห็นชอบจากประชาชน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่เป็นการให้คำปรึกษาหารือ หรือวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสนอกฎหมาย การเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ การออกกฎหมายต่างๆของรัฐสภา หรือการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรหรือสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ให้มีการดำเนินการใด ๆ โดยไม่ได้ฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การออกเสียงประชามติของประชาชนจะเป็นเครื่องมือที่กำหนดทิศทางการเมืองการปกครองได้เป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นเจตจำนงทั่วไป (general will) ของประชาชนที่มีความต้องการหรือปรารถนาในเรื่องนั้น ๆ ที่จะให้เกิดขึ้นในสังคมการเมือง อันจะส่งผลต่อวิถีการดำรงชีวิตของตนและต่อระบอบการปกครองในอนาคต 

 

การออกเสียงประชามติของประชาชนที่จะสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนได้นั้น ประชาชนจะต้องได้รับข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วนและถูกต้อง คำถามที่ออกมาเพื่อสอบถามประชาชนนั้นจะต้องมีความชัดเจน และผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต้องมีโอกาสในการแสดงออกและรณรงค์อย่างเต็มที่โดยไม่มีการปิดกั้นจากภาครัฐ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอถึงสาระสำคัญของการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ความสำคัญของการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ และเชิญชวนคนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติให้มากที่สุด


สาระสำคัญของการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
     
คณะรัฐมนตรีกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเวลาเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป คือ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีทั้งกรณีออกเสียงประชามติในเขตออกเสียง กรณีออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียง และกรณีการออกเสียงนอกราชอาณาจักร โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 

 

1) ประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” 
           

2) เหตุผลความจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ชี้ชัดไว้ว่า “ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน โดยต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 และ 2 อาจทำพร้อมกันได้” ประกอบกับเพื่อให้สอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ว่า “จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”                    

 

3) ขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินกิจการในเรื่องที่ทำประชามติในครั้งนี้ 
                         

3.1) ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ครั้งที่ 1 (1) กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“ไม่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือ ไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้  (2) กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือ สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในขั้นตอนต่อไปได้ โดยเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) แล้วเสนอรัฐสภาพิจารณา 
               
3.2) ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ครั้งที่ 2 เมื่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ จัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 ว่าจะเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ 
                      
(1) กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ” ผลคือ ไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ 
                
(2) กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือ สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปได้ แล้วนำเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 3 


3.3) ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ครั้งที่ 3  
                     
(1) กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก “ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือ ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  
                     
(2) กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือ นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังกล่าว นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป 

4)ประมาณการค่าใช้จ่ายและที่มาของงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายสำหรับกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ : ประมาณ 112,469,600 บาท (อ้างอิงจากงบประมาณการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี 2560) 

5)ประโยชน์ได้เสีย 
   
ข้อดี 
   
(1) ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญและทำให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จัดทำขึ้นในขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและมีรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้ง จึงทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย 
   

(2) รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติหลายประการที่มีปัญหาในการบังคับใช้ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจะทำให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่มีประเด็นปัญหาไปในคราวเดียวกัน ซึ่งจะทำให้รัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่สมบูรณ์และสอดคล้องกันทั้งฉบับ 
 
 

ข้อเสีย 
    

(1) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา สามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลง และทำให้ทุกฝ่ายสามารถมีข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายยิ่งขึ้น 
    

(2) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สำคัญอย่างไร 
     

1) ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่กำหนดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเวลาเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป มีทั้งกรณีออกเสียงประชามติในเขตออกเสียง กรณีออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียง และกรณีการออกเสียงนอกราชอาณาจักร

 

2) เป็นการยืนยันถึงหลักการประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยรัฐบาลคืนอำนาจดังกล่าวให้กับประชาชนเพื่อตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญมากต่อประเทศชาติ สังคม และวิถีความเป็นอยู่ของประชาชน นั่นคือ ประกาศกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป คือวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในประเด็นคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
    

3) ผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญและส่งผลในวงกว้างและยาวนานกว่าการเลือกตั้ง สส. กล่าวคือ หากผลการออกเสียงประชามติ ออกมาว่า “เห็นชอบ” สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) เสนอรัฐสภาพิจารณา หากรัฐสภาเห็นชอบก็จะนำมาออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 หากประชาชนให้ความเห็นชอบ ก็จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปและนำเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 3 หากประชาชนเห็นชอบ ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของราชอาณาจักรไทยแทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ฉบับปัจจุบันต่อไปอีกนาน โดยถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนถึง 3 ครั้ง ในทางตรงข้ามหากผลการออกเสียงออกมาว่า “ไม่เห็นชอบ” ผลก็คือไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ยังคงใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ฉบับปัจจุบันต่อไป 
    

4) เป็นการยืนยันถึงหลักการถ่วงดุลการใช้อำนาจอธิปไตย ผ่านทางศาลรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 กันยายน 256 ที่ชี้ชัดว่า ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนาดั้งเดิม รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน โดยต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 และ 2 อาจทำพร้อมกันได้
    

5) เป็นการแสดงออกถึงความสำคัญและการปฏิบัติตามของนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ได้แถลงต่อรัฐสภา

    
6) กฎหมายกำหนดเป็น “หน้าที่” ให้ผู้มีสิทธิไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ หากผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงภายในช่วงเวลาที่กำหนด จะถูกจำกัดสิทธิหลายประการ อาทิ สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็น สว. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการประชามติตามที่กฎหมายกำหนด
    

ทั้งนี้ ประชาชนผู้มีสิทธิ นักวิชาการ และองค์กรภาคประชาสังคม ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นทาง สื่อโชเชียลอย่างหลากหลายทั้งด้าน “เห็นชอบ” , “ ไม่เห็นชอบ” อย่างไรก็ตามบุคคลดังกล่าวจำนวนมาก ยังเห็นว่า กกต. และสำนักงาน กกต. ไม่ได้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติครั้งนี้มากเท่าที่ควร รวมทั้งมีกรณีที่ประชาชนฟ้องต่อศาลปกครองกลางว่า กกต. และสำนักงาน กกต. ละเลยปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติกรณีกำหนดให้มีการลงทะเบียนประชามตินอกเขตออกเสียงเพียง 3 วัน (วันที่ 3-5 มกราคม 2569) ซึ่งระบบไม่สามารถรองรับการลงทะเบียนจำนวนมากพร้อมกันได้ ประกอบกับไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถลงทะเบียนประชามตินอกเขตออกเสียงได้ อีกทั้งยังมีประชาชนที่ไม่สามารถลงทะเบียนประชามตินอกเขตได้เช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดีมากถึง 812,396 คน (คิดเป็นร้อยละ 33.7 ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมด) ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569  ที่ผ่านมา โดยชี้ว่า กกต. ได้ปฏิบัติตามระเบียบ และมีช่องทางลงทะเบียนนอกเขตออกเสียงถึง 3 ช่องทางแล้ว ผู้ฟ้องคดีมีเวลาถึง 8 ชั่วโมงก่อนที่จะสิ้นสุดระยะเวลาการเปิดให้ลงทะเบียน จากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางคดีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายผู้ถูกฟ้องได้มีการดำเนินการจัดให้มีการลงทะเบียนนอกเขตออกเสียง และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบตามระเบียบแล้ว ประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิออกเสียงต้องรับรู้ รับผิดชอบตัวเองและกระตือรือร้นที่จะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และช่องทางที่ กกต. กำหนด รวมทั้งไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ
    

ดังนั้น การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไม่ได้มีเพียงการไปใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น การออกเสียงประชามติ เป็นอีกหนึ่งกลไกที่กฎหมายรับรองและกำหนดให้เป็นหน้าที่ของประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย จะได้ตัดสินใจกำหนดทิศทางด้วยตนเองในประเด็นที่สำคัญที่จะส่งผลต่อประโยชน์ของประเทศชาติและตัวประชาชน ผู้เขียนเห็นว่า การออกเสียงประชามติในครั้งนี้มีความสำคัญมากยิ่งกว่าการเลือกตั้ง สส. เสียอีก คณะรัฐมนตรีได้คืนอำนาจให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงและมีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกรอบกำหนดโครงสร้างการปกครอง สิทธิหน้าที่ของประชาชน แนวนโยบายแห่งรัฐ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ได้แสดงออกและตัดสินใจว่า เห็นชอบสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 08.00 น. – 17.00 น. ดังนั้นเมื่อโอกาสอันสำคัญและยิ่งใหญ่นี้มาแล้ว 

 

จึงขอเชิญชวนคนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทุกคน ได้ให้ความสนใจ ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของการจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พิจารณาด้วยสติปัญญาและวิจารณญาณของแต่ละคน แล้วพร้อมใจกันไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ณ สถานที่ออกเสียงตามที่อยู่ทะเบียนบ้านที่ตนมีรายชื่อ หรือสถานที่ออกเสียงนอกเขตออกเสียงตามที่ตนเองได้ลงทะเบียนไว้แล้ว โดยการทำเครื่องหมายกากบาท (X) ในช่อง “เห็นชอบ” หรือ “ ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความเห็น” แล้วแต่กรณี อย่าลืม ! 1 เสียงของท่านมีความสำคัญยิ่ง อนาคตของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร (ดีขึ้น – แย่ลง – เหมือนเดิม) ขึ้นอยู่กับทุกคนแล้ว ชวนกันออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติเพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. – 17.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน 

 

เอกสารอ้างอิง
กรุงเทพธุรกิจ. (2569). กกต.รอด! ศาล ปค.ยกฟ้องปมเปิดลงทะเบียนประชามติ ทำถูกตามระเบียบ.สืบค้นจาก
        htpps://www.bangkokbiznews.com/politics/1219583
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และชาย ไชยชิต. (2020). การออกเสียงประชามติ : กระบวนการประชาธิปไตยทางตรง
           สมัยใหม่. วารสารสถาบันพระปกเกล้า, 7(3). สืบค้นจาก 
           https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal/article/view/244631
พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564  แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560.
เลิศศักดิ์ ต้นโต. ความหมาย หลักการสำคัญของการออกเสียงประชามติ สืบค้นจาก 
            https://Ims.nhrc.or.th/ulib/document/Fulltext/F13478.pdf
ศรัณยุ หมั้นทรัพย์. (2550). “การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง : ฐานรากของการเมืองภาคพลเมือง”. วารสาร
สถาบันพระปกเกล้า. 6,2. กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, หน้า 101 – 115.
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง. (2569). ข่าวประชาสัมพันธ์. สืบค้นจาก   
           https://www.ect.go.th/ect_th/th/db_119_ect_th_2/7953
 (2569). ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบ           
           การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่.
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง. (2569). สื่อประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติ. สืบค้นจาก 
           https://www.ect.go.th/ect_th/th/voting-in a referendum.
 (2569). แนวทางการจัดกิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง
            สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ.
 

หน้าแรก » การเมือง