วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 03:44 น.

การเมือง

“ค่ารถไปกากบาท” ภาษีประชาธิปไตยที่มองไม่เห็น เสียงประชาชนไม่เท่ากันตั้งแต่ต้นทาง

วันอาทิตย์ ที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.25 น.

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตาว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ไม่เพียงเพราะเป็นการเลือกตั้งตามวาระปกติ หากแต่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษที่เสียงของประชาชนจะมีน้ำหนักโดยตรงต่อการจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้บริบทที่สมาชิกวุฒิสภาไม่มีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป พร้อมกันนี้ ยังมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง สะท้อนเดิมพันทางการเมืองที่สูงกว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความคึกคักทางอุดมการณ์และการแข่งขันเชิงนโยบาย กลับมีคำถามสำคัญที่ยังไม่ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง นั่นคือ “ต้นทุนของการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง” ซึ่งในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเชิงปัจเจก แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างที่คัดกรองว่า “ใคร” สามารถเข้าถึงอำนาจอธิปไตยได้จริง

เมื่อการเลือกตั้งมีต้นทุน และต้นทุนไม่เท่ากัน

ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง การตัดสินใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสามารถอธิบายผ่านกรอบแนวคิดของ Anthony Downs นักรัฐศาสตร์ผู้เสนอ “ทฤษฎีการเลือกตั้งเชิงเหตุผล” ซึ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิจะไปเลือกตั้งก็ต่อเมื่อผลตอบแทนที่คาดหวัง มีค่ามากกว่าต้นทุนที่ต้องจ่าย

แต่ในบริบทไทยปี 2569 ตัวแปร “ต้นทุน” หรือ Cost of Voting กลับมีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าที่ทฤษฎีคลาสสิกคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในสังคมที่แรงงานย้ายถิ่นจำนวนมากทำงานในเมือง แต่ยังมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านต่างจังหวัด

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมือง ต้นทุนอาจหมายถึงค่าเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในอัตรา 20 บาทตลอดสาย และเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่สำหรับแรงงานย้ายถิ่น ต้นทุนดังกล่าวหมายถึงค่ารถทัวร์ข้ามจังหวัด ค่าอาหาร ค่าเดินทางท้องถิ่น และที่สำคัญคือค่าเสียโอกาสจากการลางานหลายวัน

การจำลองสถานการณ์ต้นทุนในปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า ผู้มีรายได้น้อยในเมืองต้องแบกรับต้นทุนการไปเลือกตั้งราว 200 บาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้รายวัน ขณะที่แรงงานย้ายถิ่นบางกลุ่มต้องจ่ายต้นทุนสูงถึง 2,500 บาท หรือกว่า 6 เท่าของรายได้ต่อวัน เพียงเพื่อ “กากบาท” หนึ่งครั้ง

“ค่ารถไปกากบาท” จากบทเพลงลูกทุ่งสู่ดัชนีความเหลื่อมล้ำ

ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงในตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ แต่ถูกถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยเฉพาะบทเพลงลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิตที่พูดถึงการ “กลับบ้านไปเลือกตั้ง” และ “ค่ารถไปกากบาท” วลีที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของภาระที่ประชาชนระดับฐานรากต้องแบกรับ

นักวิชาการด้านสังคมวิทยาการเมืองมองว่า บทเพลงเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “จดหมายเหตุทางอารมณ์” สะท้อนความรู้สึกสองด้านของแรงงานพลัดถิ่น ระหว่างความโหยหาบ้านเกิดกับความวิตกกังวลด้านค่าใช้จ่าย การเดินทางในบริบทนี้จึงไม่ใช่การท่องเที่ยว แต่เป็นภาระที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและหนี้สิน

“ค่ารถไปกากบาท” จึงเปรียบเสมือน ภาษีประชาธิปไตยทางอ้อม ที่ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่ถูกเก็บจริงจากกระเป๋าของผู้มีทรัพยากรน้อยที่สุด

นโยบายรัฐกับความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

แม้รัฐบาลจะประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท และค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่ผลลัพธ์ของนโยบายกลับแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างคนเมืองกับแรงงานต่างจังหวัด

ในขณะที่งบประมาณรัฐถูกใช้เพื่ออุดหนุนระบบขนส่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าโดยสารรถทัวร์และการเดินทางข้ามจังหวัดกลับปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ โดยไม่มีมาตรการเฉพาะเพื่อรองรับการเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ระบบเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งควรเป็นทางออกในการลดต้นทุน ก็ยังเผชิญอุปสรรคทั้งด้านเทคโนโลยี ระยะเวลา และการเข้าถึงของแรงงานนอกระบบ ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องเลือกระหว่าง “กลับบ้าน” หรือ “สละสิทธิ”

เมื่อ “ต้นทุน” กลายเป็นเครื่องมือกีดกันเสียง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากต้นทุนการเลือกตั้งยังคงสูงเช่นนี้ ผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการไม่ออกไปใช้สิทธิ ซึ่งนำไปสู่ภาวะ “การกีดกันทางชนชั้นโดยพฤตินัย” สภาผู้แทนราษฎรที่ได้มาอาจสะท้อนเสียงของคนเมืองและชนชั้นกลางมากกว่าความเป็นจริง ขณะที่แรงงานพลัดถิ่น ซึ่งเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจ กลับถูกทำให้เงียบเสียง

ในอีกด้านหนึ่ง ปรากฏการณ์นี้ยังช่วยอธิบายว่าเหตุใดการ “แจกค่ารถ” หรือ “ค่าน้ำมัน” จึงยังฝังรากอยู่ในระบบการเมืองไทย เพราะสำหรับผู้มีรายได้น้อย เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้เป็นการซื้อเสียงในเชิงศีลธรรม แต่ทำหน้าที่เสมือนเงินอุดหนุนค่าเดินทาง ที่ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้

ข้อเสนอ: ลดค่ารถ เพื่อเพิ่มค่าประชาธิปไตย

ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า หากรัฐต้องการทำให้การเลือกตั้ง 2569 เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง จำเป็นต้องลดต้นทุนการเข้าถึงคูหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระยะสั้น เช่น มาตรการ “ตั๋วประชาธิปไตย” สำหรับการเดินทางข้ามจังหวัด และการขยายจุดเลือกตั้งล่วงหน้าในพื้นที่แรงงานหนาแน่น รวมถึงการปฏิรูประบบทะเบียนราษฎรในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกตั้งในที่พำนักจริงได้

ตราบใดที่ “ค่ารถไปกากบาท” ยังเป็นภาระหนัก ประชาธิปไตยไทยก็ยังคงเป็นระบบที่ต้อง “จ่ายราคา” และผู้ที่จ่ายแพงที่สุด ยังคงเป็นผู้ที่มีน้อยที่สุดในสังคม การลดต้นทุนนี้จึงไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ หากแต่เป็นคำถามว่าประเทศไทยให้คุณค่ากับเสียงของประชาชนอย่างเท่าเทียมเพียงใด ในการเลือกตั้งปี 2569

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง