วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 05:29 น.

การเมือง

ถอดรหัสเลือกตั้ง 2569 ผ่าน “สังโยชน์ 10” นักวิชาการชี้วิกฤตศรัทธาไม่ใช่แค่ปัญหาเทคนิค แต่คือปมจิตวิทยาการเมืองเชิงโครงสร้าง

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.14 น.

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเดิมถูกคาดหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย กลับกลายเป็นชนวนวิกฤตความชอบธรรมครั้งใหญ่ ภายหลังเกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความผิดปกติในกระบวนการเลือกตั้งหลายประการ ทั้งกรณี “บัตรเขย่ง” เหตุไฟดับระหว่างนับคะแนน การปิดกั้นการตรวจสอบด้วยการคลุมกล้องวงจรปิด รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในรูปแบบใหม่

รายงานวิเคราะห์เชิงพุทธจิตวิทยาเรื่อง “สังโยชน์กับสภาวะวิกฤตแห่งความชอบธรรม” เสนอกรอบคิดใหม่ โดยใช้หลักธรรมเรื่อง “สังโยชน์ 10” หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ มาอธิบายพฤติกรรมของตัวแสดงทางการเมืองทั้งในระดับบุคคล พรรคการเมือง และโครงสร้างสถาบันจัดการเลือกตั้ง

ผลเลือกตั้งกับเงาความสงสัย

ผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า พรรคภูมิใจไทยได้ 193 ที่นั่ง (ส.ส.เขต 174 บัญชีรายชื่อ 19) ตามด้วยพรรคประชาชน 118 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ชัยชนะเชิงตัวเลขถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางจากปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า “บัตรเขย่ง” คือจำนวนคะแนนบัตรสองประเภทไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิในทางตรรกะและสถิติ

นักวิชาการบางส่วนวิเคราะห์ว่า ความไม่สอดคล้องของยอดคะแนน รวมถึงกรณีที่มีรายงานว่าจำนวนบัตรมากกว่าผู้ใช้สิทธิในบางหน่วย เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด “วิจิกิจฉา” หรือความลังเลสงสัยในความสุจริตของกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ถือเป็นการบั่นทอน “ความชอบธรรม” ของผู้ชนะอย่างรุนแรง

จากพิธีกรรมสู่คำถามเรื่องสาระ

รายงานดังกล่าวยังชี้ถึงสังโยชน์ข้อ “สีลัพพตปรามาส” หรือการยึดติดในรูปแบบพิธีกรรมโดยละเลยสาระสำคัญ โดยเปรียบเทียบกับการจัดการเลือกตั้งที่อาจครบถ้วนตามขั้นตอน แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส

กรณีการนำถุงดำคลุมกล้องวงจรปิดในบางหน่วยนับคะแนน รวมถึงเหตุไฟดับขณะนับคะแนนที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ถูกตีความว่าเป็น “ความมืด” ในเชิงสัญญะ สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบ

กามราคะกับเศรษฐศาสตร์การเมือง

อีกมิติหนึ่งที่รายงานหยิบยกคือ “กามราคะ” ในฐานะแรงขับเคลื่อนของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยมองว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างตกอยู่ในแรงจูงใจทางวัตถุและผลประโยชน์ระยะสั้น

แม้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่งพลัส” จะถูกนำเสนอในฐานะมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ในกรอบพุทธจิตวิทยา รายงานตั้งคำถามว่า การเมืองที่เน้นการตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้า อาจทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอหากขาดฐานจริยธรรมและความตระหนักรู้ของพลเมือง

ปฏิฆะและการปะทุของความโกรธสาธารณะ

ภายหลังประกาศผล เกิดการชุมนุมและแฟลชม็อบในหลายพื้นที่ รวมถึงกรณีประชาชนในจังหวัดชลบุรีเฝ้าหีบบัตรตลอดคืนเพราะไม่ไว้วางใจกระบวนการนับคะแนน รายงานวิเคราะห์ว่านี่คือการแสดงออกของ “ปฏิฆะ” หรือความคับแค้นใจในระดับสังคม

แม้การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นไปโดยสันติ แต่ความตึงเครียดที่สะสมสะท้อนว่าความสงสัยที่ไม่ได้รับคำตอบอาจขยายตัวเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

มานะและอวิชชา: ปมเชิงสถาบัน

ในระดับโครงสร้าง รายงานตั้งข้อสังเกตถึง “มานะ” หรือความถือตัวขององค์กรอิสระ หากขาดการสื่อสารและเปิดเผยข้อมูลอย่างทันท่วงที อาจยิ่งสร้างกำแพงระหว่างรัฐกับประชาชน ขณะเดียวกัน “อวิชชา” ในความหมายของการปิดกั้นข้อมูลหรือการสื่อสารที่คลุมเครือ อาจทำให้สังคมจมอยู่ในความสับสนและความไม่ไว้วางใจ

ทางออกสู่ “ธรรมาธิปไตย”?

รายงานสรุปว่า วิกฤตการเลือกตั้ง 2569 ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นความผิดพลาดเชิงเทคนิค หากแต่สะท้อนปัญหาจริยธรรมและวัฒนธรรมการเมืองที่ฝังรากลึก พร้อมเสนอแนวทางเชิงพุทธบูรณาการ เช่น

การเปิดเผยข้อมูลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบที่ตรวจสอบได้

การนับคะแนนใหม่ในเขตที่มีข้อกังขา

การปฏิรูปกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชน

การส่งเสริมการศึกษาทางการเมืองและคุณค่าศักดิ์ศรีของสิทธิเลือกตั้ง

นักวิชาการผู้จัดทำรายงานระบุว่า หากสังคมไทยสามารถใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการทบทวนทั้งระบบ ทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้าง และจิตสำนึกพลเมือง อาจเป็นจุดตั้งต้นของ “ธรรมาธิปไตย” หรือประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนฐานคุณธรรมและความโปร่งใสอย่างแท้จริง

ท่ามกลางความแตกแยก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครชนะการเลือกตั้ง แต่คือระบอบประชาธิปไตยไทยจะฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนได้อย่างไรในระยะยาว.
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง