วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569 02:57 น.

การเมือง

ปชป. มติเอกฉันท์งดออกเสียงเลือกนายกฯ "อภิสิทธิ์" กางแผนฝ่าวิกฤตพลังงาน 

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.09 น.

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค ถึงทิศทางในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้

นายสาทิตย์  เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้มีการหารือถึงแนวทางปฏิบัติของสภาผู้แทนราษฎร โดยเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น หมายความว่าควรเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายถึงคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และควรมีการตรวจสอบความโปร่งใสผ่านกลไกของสภาฯ

นายสาทิตย์  กล่าวต่อว่า ทางพรรคได้รับการประสานงานจากพรรคประชาชนถึงการกำหนดตัวผู้อภิปรายแล้ว อย่างไรก็ตาม ทราบว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เชิญหัวหน้าพรรคแต่ละพรรคไปหารือกันในวันพรุ่งนี้เวลา 09.00 น. ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการเปิดให้อภิปรายคุณสมบัติหรือไม่ จึงหวังว่าเสียงข้างมากในสภาฯ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย จะใจกว้างเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบด้าน

สำหรับมติพรรคในการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น นายสาทิตย์ ระบุว่า ที่ประชุมได้มีการทบทวนบรรทัดฐานการลงมติในอดีต ตั้งแต่ปี 2544 ที่เคยลงมติไม่เห็นด้วย และปี 2548 ที่งดออกเสียง รวมถึงครั้งที่มีการเสนอชื่อคนของพรรคเข้าชิงตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา พรรคยึดถือจุดยืนทางการเมืองโดยการ “งดออกเสียง” เป็นหลัก

“ในครั้งนี้ ที่ประชุม สส. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะงดออกเสียงในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม หากสภาฯ เปิดให้มีการอภิปรายคุณสมบัติ พรรคเห็นพ้องว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดที่จะลุกขึ้นอภิปรายเพื่อชี้แจงเหตุผลและรายละเอียดของมติพรรคในครั้งนี้ให้ประชาชนได้รับทราบ” นายสาทิตย์ กล่าว

เมื่อถามถึงเหตุผลเบื้องหลังมติดังกล่าว นายสาทิตย์ ย้ำว่า พรรคได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อทั้งสองท่านอย่างละเอียดในทุกมิติ และเห็นว่าการงดออกเสียงมีความจำเป็นและสำคัญที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนรายละเอียดในเชิงลึกนั้น นายอภิสิทธิ์จะเป็นผู้แถลงเหตุผลทั้งหมดด้วยตนเองกลางที่ประชุมสภาฯ เพื่อยืนยันถึงความโปร่งใสและหลักการตรวจสอบตามครรลองระบอบประชาธิปไตย
 
“อภิสิทธิ์” กางแผนฝ่าวิกฤตพลังงาน จี้รัฐงดภาษีสรรพสามิต 

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์  แถลงถึงข้อเสนอแนะเชิงรูปธรรมต่อรัฐบาลในการบริหารจัดการวิกฤตราคาน้ำมันและปัญหาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในขณะนี้ โดยระบุว่า แม้ต้นทุนพลังงานจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามที่ควบคุมไม่ได้ แต่การบริหารจัดการภายในของรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้
 
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการประกาศมาตรการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาล เมื่อถึงวันสิ้นสุดมาตรการ กลายเป็นการส่งสัญญาณให้เกิดภาวะโกลาหล ประชาชนวิตกกังวลจนต้องเร่งกักตุนน้ำมัน ขณะที่ภาคธุรกิจลดการระบายสินค้าเพื่อรอปรับราคาขึ้นตามกำหนดเวลา รัฐบาลจึงควรนำกรณีนี้มาเป็นบทเรียนในการบริหารจัดการที่ไม่ควรส่งสัญญาณสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาด
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาส่วนต่างราคาน้ำมัน ระหว่างหน้าสถานีบริการและภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาแย่งซื้อน้ำมันในโควตาของประชาชน รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการสกัดกั้นเพื่อไม่ให้ประชาชนผู้ใช้รายย่อยเสียประโยชน์

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่า การตรึงราคาน้ำมันโดยพึ่งพาเพียงกองทุนน้ำมันอย่างเดียวนั้นไม่ยั่งยืน เพราะในท้ายที่สุดประชาชนต้องกลับมาใช้หนี้กองทุนผ่านราคาน้ำมันที่แพงขึ้นในอนาคต จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการด่วนที่สุด ดังนี้

1. รัฐบาลต้องเสียสละ พิจารณายกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันซึ่งเก็บอยู่ประมาณลิตรละ 6 บาท เหมือนที่อดีตรัฐบาลเคยดำเนินการ เพื่อลดต้นทุนหน้าปั๊มทันที
2. ดึงกำไรโรงกลั่นสมทบกองทุน จากค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้นจาก 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร พรรคเสนอให้นำแนวทางภาษีลาภลอย (Windfall Tax) มาใช้ โดยให้โรงกลั่นส่งเงิน 3 บาทต่อลิตรเข้าสมทบกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศในยุโรปอย่าง สหราชอาณาจักร อิตาลี และสเปน เลือกใช้ในยามวิกฤต

3. “หากรัฐบาล โรงกลั่น และธุรกิจน้ำมัน ร่วมกันแบ่งเบาภาระฝ่ายละส่วน จะช่วยให้กองทุนน้ำมันมีเงินเพียงพอและไม่ติดลบจนเป็นอันตรายต่อสถานะการคลังในอนาคต ซึ่งจะช่วยประคองสถานการณ์ไปได้ถึงหลังเทศกาลสงกรานต์  เพราะฉะนั้น ข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องของน้ำมัน รัฐบาลควรจะฉายภาพให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจน  ว่าโครงสร้างของราคาน้ำมันเป็นอย่างไร และวันนี้ต้องไม่เพียงแต่พยายามบริหารจัดการโดยอาศัยกองทุนน้ำมันอย่างเดียว แล้วก็เป็นภาระของประชาชน” นายอภิสิทธิ์กล่าว
 ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ยังฝากเตือนไปยังรัฐบาลให้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบต่อเนื่องในกลุ่มสินค้าปุ๋ยเคมีและเม็ดพลาสติกที่จะกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรในการนำเสนอทางออกร่วมกับพรรคการเมืองอื่นนำเสนอแง่มุมต่างๆ ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง