วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 17:57 น.

การเมือง

“พิมพ์ภัทรา” เผยวิกฤตเรือนจำไทยล้นทะลัก ชี้ “คุกขังคนจน” จี้ปฏิรูปทั้งระบบ คืนคนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี 

วันพุธ ที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

   เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569  ที่รัฐสภา นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนญัตติของ แพทย์หญิงบุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิฎฐา เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต และการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยสะท้อนภาพ วิกฤตเรือนจำไทยที่กำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างรุนแรง และต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังทั้งระบบ พร้อมทั้ง      ยกคำกล่าวของ Nelson Mandela ที่ว่า ไม่มีใครรู้จักประเทศหนึ่งได้อย่างถ่องแท้ จนกว่าจะได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำของประเทศนั้น เป็นสิ่งที่ชี้ว่าเรือนจำคือกระจกสะท้อนอารยธรรมและความยุติธรรมของประเทศ 

“วันนี้ประเทศไทยมีผู้ต้องขังกว่า 300,000 คน ขณะที่เรือนจำรองรับได้เพียงประมาณ 240,000 คน ทำให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียนด้านความแออัดในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่สถิติที่น่าภาคภูมิใจ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยว่าระบบยุติธรรมของเรากำลังป่วย” นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าว และชี้ว่า ปัญหาความแออัดไม่ใช่เพียงเรื่องพื้นที่ แต่คือวิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนความล้มเหลวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ซึ่งกว่า 70-80% ของผู้ต้องขังในเรือนจำเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้เสพหรือรายย่อย ไม่ใช่เครือข่ายรายใหญ่

“เรากำลังเอาปลาน้อยไปขังรวมกับอาชญากรอาชีพ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การบำบัด แต่คือการสร้างเครือข่ายอาชญากรรมโดยที่เราไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิประกันตัว ที่ทำให้คุกกลายเป็นที่ขังคนจน เพราะผู้ต้องหาจำนวนมากไม่มีเงินวางหลักทรัพย์ ทั้งที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่งผลให้สัดส่วนผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 27% นี่ขัดต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ เพราะเรากำลังเอาคนที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าผิดหรือถูกเข้าสู่เรือนจำ” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

นางสาวพิมพ์ภัทรา ยังกล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังว่า พื้นที่นอนเฉลี่ยในเรือนจำไทยมีเพียง 1.1 ตารางเมตรต่อคน แคบกว่าเตียงเด็กเสียอีก การต้องนอนเบียดเสียดตลอดคืนจึงเป็นการทรมานทางกายและใจที่ไม่ได้ระบุไว้ในคำพิพากษา  นอกจากนี้ยังต้องเผิชญความท้าทายใหม่  ทั้งภาวะผู้ต้องขังสูงวัย ผู้ต้องขังหญิง และผู้ป่วยจิตเวชที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบสาธารณสุขในเรือนจำยังไม่สามารถรองรับได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการเข้าถึงแพทย์และสิทธิการรักษาที่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

ขณะเดียวกัน ปัญหายังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ถูกคุมขังทางอ้อม เพราะเจ้าหน้าที่ 1 คน ต้องดูแลผู้ต้องขังจำนวนมาก ภายใต้ภาระงานและความเครียดสะสม ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยตัดสินใจย้ายออกจากระบบราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว ประเทศไทยยังมีแสงสว่าง จากโครงการกำลังใจในพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ที่เข้ามาช่วยฟื้นฟู พัฒนาทักษะ และคืนโอกาสให้ผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง โครงการดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือ แต่คือการวางรากฐานของความยุติธรรมที่กินได้ และทำให้โลกเห็นว่า ผู้หญิงมีความเปราะบางและต้องการการดูแลที่แตกต่าง พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยยังเป็นผู้นำในการผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” หรือ The Bangkok Rules จนได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติ ถือเป็น Soft Power สำคัญด้านหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนของประเทศ

นางสาวพิมพ์ภัทรา ยังตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างงบประมาณของกรมราชทัณฑ์ว่า งบประมาณส่วนใหญ่ยังเน้นการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่งบด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังมีสัดส่วนไม่ถึง 2% ของงบทั้งหมด สิ่งที่เราอยากเห็นคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่คนทำงานไม่มีงบประมาณ ไม่มีเครื่องมือเพียงพอ พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำอาชีพ เช่น การทอผ้าและงานเครื่องถมเข้าไปพัฒนาผู้ต้องขังในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ยังติดข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบจำนวนมาก

นอกจากนี้ นางสาวพิมพ์ภัทรา ยังได้เสนอ 6 วาระเร่งด่วนเพื่อปฏิรูประบบราชทัณฑ์ไทย ได้แก่ การลดผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี การปฏิรูปนโยบายยาเสพติดโดยเปลี่ยน “ผู้เสพเป็นผู้ป่วย” การเชื่อมสิทธิการรักษากับระบบสาธารณสุขภายนอก การใช้มาตรการทางเลือกแทนการจำคุกในคดีไม่ร้ายแรง การปรับโครงสร้างงบประมาณไปสู่การพัฒนาพฤตินิสัย และการสร้างระบบนิเวศคืนคนดีสู่สังคมผ่านธุรกิจเพื่อสังคมและบ้านกึ่งวิถี

“การปรับปรุงเรือนจำไม่ใช่การสปอยล์คนผิด แต่คือการสร้างหลักประกันว่า เมื่อเขากลับเข้าสู่สังคมแล้ว เขาจะกลับมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของพวกเรา ไม่ใช่กลับมาพร้อมความแค้น การให้โอกาสคือการทำให้เขากลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนของสังคม” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวทิ้งท้าย
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง