วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 15:03 น.

การเมือง

ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. 2569 เดือด! ผู้สมัครชู “AI เปลี่ยนเมือง” แข่งกันพลิกโฉมกรุงเทพฯ สู่ยุคกำกับด้วยอัลกอริทึม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.52 น.

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569 กำลังสะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองท้องถิ่นไทย เมื่อ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ถูกยกระดับจากเครื่องมือเทคโนโลยี สู่กลไกบริหารมหานครอย่างเต็มรูปแบบ ผู้สมัครตัวเต็งต่างงัดนโยบาย “AI จับโกง–AI แก้รถติด–AI รับมือน้ำท่วม–AI พัฒนาคน” ประชันวิสัยทัศน์เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า กรุงเทพฯ พร้อมหรือยังสำหรับ “การกำกับดูแลด้วยอัลกอริทึม”

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569 กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของการเมืองท้องถิ่นไทยเข้าสู่ยุค “มหานครอัจฉริยะ” อย่างชัดเจน หลังผู้สมัครหลายรายต่างนำเสนอวิสัยทัศน์ด้าน “ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence: AI) เป็นแกนนำในการแก้ปัญหาเมือง ตั้งแต่การจราจร น้ำท่วม มลพิษ การทุจริต ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจดิจิทัลของประชาชน

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) เต็มไปด้วยความคึกคัก หลังมีผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เดินทางมาลงทะเบียนก่อนเวลาเปิดรับสมัครจำนวน 13 คน เพื่อจับสลากหมายเลขหาเสียงอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นและการช่วงชิงภาพลักษณ์ “ผู้นำมหานครยุคดิจิทัล”

นักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะและเทคโนโลยีมองตรงกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผู้สมัครไม่ได้แข่งขันกันเพียงโครงการก่อสร้างหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันด้วย “วิสัยทัศน์การกำกับดูแลเมืองผ่านข้อมูลและอัลกอริทึม”

หนึ่งในผู้สมัครที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ “ดร.โจ” จากพรรคประชาชน ผู้เปิดตัวนโยบาย “AI จับโกง กรุงเทพโปร่งใส” โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ขั้นตั้งงบประมาณ การกำหนด TOR ไปจนถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบริษัทที่เข้าประมูล

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการใช้ AI ในฐานะ “กลไกตรวจสอบเชิงโครงสร้าง” ที่มุ่งสกัดคอร์รัปชันตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลด้วยระบบวิเคราะห์ความผิดปกติและเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการนำแนวคิด “Algorithmic Governance” หรือการกำกับดูแลด้วยอัลกอริทึม มาใช้ในระดับมหานครอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ แม้ไม่ได้เสนอ AI จับโกงโดยตรง แต่เน้นนโยบาย “Open Data” หรือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของ กทม. ได้แบบเรียลไทม์ นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายนี้ถือเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” สำคัญของการพัฒนา AI ภาครัฐ เพราะหากข้อมูลไม่ถูกเปิดเผยและอยู่ในรูปแบบที่ระบบสามารถอ่านได้ AI ก็ไม่สามารถทำงานได้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง นางมัลลิกา มหาสุข ผู้สมัครอิสระ ชูยุทธศาสตร์ “AI แก้เมือง” ผ่านระบบ AI Radar วิเคราะห์ก้อนเมฆและคาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า รวมถึง AI ตรวจจับฝุ่น PM2.5 เพื่อจัดการวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงรุก โดยมุ่งเปลี่ยนวิธีบริหารเมืองจาก “การแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่ “การคาดการณ์และป้องกันล่วงหน้า”

นักวิชาการด้านภูมิอากาศเมืองระบุว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มการบริหารมหานครสมัยใหม่ ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เรดาร์อากาศ และเซนเซอร์ภาคพื้นดิน เพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนและสั่งการระบบระบายน้ำล่วงหน้า ลดความเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน

ส่วน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช จากพรรคเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการใช้ AI บริหาร “โครงสร้างพื้นฐานกายภาพ” โดยเฉพาะระบบ AI Traffic ควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ และเครือข่าย CCTV เพื่อยกระดับความปลอดภัยและลดปัญหารถติดในกรุงเทพมหานคร

แนวคิดดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยี Computer Vision และ Reinforcement Learning วิเคราะห์ความหนาแน่นของรถแบบเรียลไทม์ ก่อนปรับจังหวะสัญญาณไฟอัตโนมัติ เพื่อสร้าง “คลื่นไฟเขียว” ให้การจราจรไหลต่อเนื่องมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือการบูรณาการอำนาจระหว่าง กทม. กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งยังเป็นผู้ควบคุมระบบจราจรตามกฎหมาย

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระและอดีตผู้ว่าฯ กทม. เลือกวางยุทธศาสตร์ในมิติ “ทุนมนุษย์” ผ่านนโยบายอบรม AI และภาษากว่า 1 ล้านชั่วโมง เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลของประชาชน พร้อมสร้างงานผู้สูงอายุผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นักเศรษฐศาสตร์เมืองมองว่า แนวคิดของนายชัชชาติแตกต่างจากผู้สมัครรายอื่น เพราะไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือแก้ปัญหาเมือง แต่เป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” และ “เครื่องมือสร้างพลเมืองอัจฉริยะ” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้นโยบาย AI ของผู้สมัครทุกคนจะดูทันสมัยและน่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความสำเร็จของ “มหานครอัจฉริยะ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจัดซื้อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับ “ธรรมาภิบาลข้อมูล” การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และความสามารถทางการเมืองในการรื้อระบบราชการแบบเดิม

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่อง “อคติของอัลกอริทึม” และ “ความรับผิดชอบทางกฎหมาย” หาก AI ตัดสินใจผิดพลาด เช่น ระบบตรวจจับการทุจริตที่อาจปิดกั้นผู้ประกอบการ SME โดยไม่เป็นธรรม หรือระบบควบคุมจราจรที่อาจสร้างผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

นักวิชาการจึงเสนอให้กรุงเทพมหานครในอนาคตต้องจัดตั้ง “คณะกรรมการจริยธรรม AI” ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิของประชาชนในยุคดิจิทัล

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมืองระดับท้องถิ่น หากแต่เป็น “สนามทดลอง” ของการบริหารเมืองด้วยข้อมูลและอัลกอริทึม ที่จะกำหนดทิศทางของกรุงเทพมหานครในทศวรรษหน้า ว่าเมืองหลวงแห่งนี้จะก้าวสู่ “Smart BMA” อย่างครอบคลุมและยั่งยืนได้จริง หรือจะติดอยู่ในกับดักของเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเกินกว่าระบบราชการและสังคมไทยจะรองรับได้ทัน
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง