วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 04:29 น.

การเมือง

ปลัดมหาดไทย บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์ “งานราชการกับงานคณะสงฆ์” ชูบทบาทคณะสงฆ์คือ “ครู คลัง ช่าง หมอ”

วันจันทร์ ที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.44 น.

ปลัดมหาดไทย บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์ “งานราชการกับงานคณะสงฆ์” ชูบทบาทคณะสงฆ์คือ “ครู คลัง ช่าง หมอ” พร้อมผนึกกำลังพหุภาคี "บวร" บ้าน วัด ราชการ "รู้และรัก" สร้างสามัคคีธรรม น้อมนำศาสตร์พระราชาด้วยความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569   เวลา 13.45 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย บรรยายถวายความรู้ เรื่อง “งานราชการกับงานคณะสงฆ์” ในการประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล และเลขานุการทุกระดับ ในเขตปกครองคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสาคร และการประชุมพหุภาคีของจังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างพระสังฆาธิการ นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและจิตอาสา โดยได้รับเมตตาจาก พระเทพสาครมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14 พระราชวชิรโมลี ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 14 พระเทพปริยัติโสภณ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี พระราชวัชรสาครคณี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร พระราชวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม พระสุพรรณวชิราภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยพระสังฆาธิการ ร่วมรับฟัง โดยมี นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายดำรงค์ศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นางสาวภารดี เผือกโสภา นายอำเภอบ้านแพ้ว หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง จำนวน 500 คน ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังการบรรยาย ณ วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีออนไลน์เข้ามามีบทบาทอย่างมาก จนบางครั้งนำมาซึ่งความเครียดและความบิดเบี้ยวในสังคม สิ่งสำคัญที่พวกเราทุกคนต้องตระหนักคือสัจธรรมแห่งชีวิตตามหลัก “โลกธรรม 8” อันมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ มีสรรเสริญ และมีนินทา ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดติดเพราะจะก่อให้เกิดทุกข์ โดยเฉพาะในบทบาทหน้าที่ของพวกเราที่ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ย่อมมีวันที่จะต้องลงจากตำแหน่งหรือเกษียณอายุราชการเพื่อถอดหัวโขนออก ดังนั้น ในการใช้ชีวิตเราจึงต้องยึดมั่นในหลักกาลามสูตร คือการไม่หลงเชื่อเพียงคำบอกเล่า แต่ต้องเชื่อในความจริงที่พิสูจน์ได้ และไม่ยึดติดกับสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน พร้อมทั้งมุ่งมั่นในการครองตน ครองคน และครองงานให้ดีที่สุดเพื่อสรรค์สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนรวม
 
นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า โครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงมหาดไทยนั้น มีลักษณะการกำกับดูแลที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มและมีความคล้ายคลึงกับการปกครองในคณะสงฆ์ ที่มีการจัดลำดับตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ไปจนถึงระดับตำบล ซึ่งจากประสบการณ์ของตนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน และได้มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่หนุนเสริมพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง โดยการลงพื้นที่ไปกราบนมัสการพระคุณเจ้าและเจ้าอาวาสในแต่ละวัด ร่วมกับการพบปะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชน เพราะวัดในทุกหมู่บ้านและทุกตำบลคือศูนย์รวมจิตใจที่แท้จริงของชุมชน การเข้าหาวัดและคณะสงฆ์จึงเปรียบเสมือนช่องทางสำคัญที่ทำให้ฝ่ายบริหารได้รับทราบถึงสารทุกข์สุกดิบและปัญหาความเดือดร้อนที่ประชาชนนำมาปรึกษาทางคณะสงฆ์ ซึ่งช่วยให้การแก้ไขปัญหาของภาครัฐเป็นไปได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

"นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วัดและพระสงฆ์เป็นเสมือนที่พึ่งทางกายและจิตใจของประชาชนในฐานะ “ครู คลัง ช่าง หมอ” มาโดยตลอด ความเป็น “ครู” คือการเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ อบรมสั่งสอนศีลธรรมและธรรมสภาวะให้ผู้คนรู้ผิดชอบชั่วดี ละอายต่อบาป และรู้จักยับยั้งชั่งใจในรัก โลภ โกรธ หลง ความเป็น “คลัง” คือการเป็นคลังอาหารและปัจจัยไทยธรรม คอยช่วยเหลือดูแลผู้ยากไร้และนักเรียนในชุมชน ความเป็น “ช่าง” คือการใช้องค์ความรู้งานช่างแขนงต่างๆ ในการพัฒนาวัดวาอาราม รวมถึงการช่วยพัฒนาซ่อมแซมบ้านเรือนให้แก่ประชาชนในยามที่เกิดภัยพิบัติ และความเป็น “หมอ” คือการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการรักษา ทั้งทางกาย และการเป็นที่พึ่งทางใจช่วยบำบัดทุกข์โศกให้แก่ญาติโยม เมื่อจิตใจของประชาชนได้รับการดูแลให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดี สังคมก็จะขับเคลื่อนไปได้อย่างสงบเรียบร้อย" นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยบทบาทที่หลากหลายของกระทรวงมหาดไทย ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค รัฐวิสาหกิจ และส่วนท้องถิ่น เราจึงมุ่งเน้นการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดยมีสถาบันศาสนาและคณะสงฆ์เป็นฝ่ายภาคีเครือข่ายสำคัญในการหนุนนำ ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” กระทรวงมหาดไทยจึงมีความใกล้ชิดกับวัดอย่างยิ่ง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) สำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ บันทึกข้อตกลงเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน, โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข เพื่อพัฒนาวัดด้วยวิถี 5ส ให้เป็นวัดสัปปายะที่สะอาด ปลอดภัย และโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรม “หมู่บ้านรักษาศีล 5 ขยายผลสู่ หมู่บ้านศีลธรรม” เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานตามกิจการคณะสงฆ์ โดยเฉพาะด้านการสาธารณูปการและการสาธารณสงเคราะห์ ภายใต้กลไกความร่วมมือแบบ “บวร” หรือ บ้าน วัด และราชการ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทั่วประเทศ
 
นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า การที่ภาคราชการ คณะสงฆ์ และพี่น้องประชาชนจะร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่และสังคมให้ก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนนั้น ทุกคนต้องตระหนักถึงหลักกฎแห่งกรรมและเหตุปัจจัยที่ว่าทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว การทุจริตคดโกงย่อมได้รับผลกรรมที่ตามมา ฉะนั้นข้าราชการและผู้นำทุกคนจึงต้องยึดถือแนวทาง “อดในสิ่งที่ชอบ ทนในสิ่งที่ชัง” เพื่อไม่ให้ตนเองหลงระเริงไปกับสิ่งยั่วยุและสิ่งลุ่มหลง พร้อมทั้งรักษาความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นแนวทางหลักในการทำงาน เพราะหากเราปรารถนาจะพัฒนาสิ่งใด เราต้องทำความเข้าใจในบริบทและเข้าถึงพื้นที่อย่างแท้จริงเสียก่อน และการที่จะเข้าถึงพื้นที่ได้นั้น เราก็ต้องช่วยกันสร้างสังคมให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีร่วมกัน ด้วยการ “รู้และรัก” เมื่อเรามีความรู้ มีความรัก และมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ความสามัคคีธรรมก็จะบังเกิดขึ้น อันจะนำไปสู่พลังความร่วมมือของพหุภาคีในการเข้าถึงเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาอำเภอ พัฒนาจังหวัด และประเทศชาติ ให้ก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความเจริญงอกงาม สงบสุข และมีความยั่งยืน
 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง