วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569 02:18 น.

การเมือง

“พ.ต.อ.ทวี” ลงพื้นที่สงขลา รับฟังปัญหาประมง ชี้อาชีพใกล้ล่มสลาย จี้รัฐปรับวิธีคิด-ตั้งวาระแห่งชาติ

วันเสาร์ ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2569, 20.37 น.

สมาคมประมงและผู้ประกอบการแปรรูป สะท้อนวิกฤตเชิงโครงสร้าง กฎหมาย-แรงงาน-ค่าน้ำมันพ่นพิษ ทำโรงงานต้องพึ่งพาปลาต่างชาติสูงถึง 80% จี้รัฐบาลปรับวิธีคิด เลิกมองประมงเป็นผู้ร้าย ให้หันมาส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าเข้าสู่ตลาดโลก  ในโอกาส ที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ลงพื้นที่รับฟังปัญหาประมงสงขลา  

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569   ที่ Casa Der See Boutique House จังหวัดสงขลา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่รับฟังปัญหาประมงและผู้ประกอบการ โดยมี นางสาวช่อผกา แซ่เห้ง อุปนายกสมาคมประมงสงขลา, นายมูฮำหมัด เบ็ญโส๊ะ กรรมการผู้บริหาร บริษัท เอ แอนด์ เอ็น พาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (หลานจุฬาราชมนตรี อาศิส พิทักษ์คุมพล), น.ส.อนาธี มะนอ อดีตเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. และ นายรวิศ สอดส่อง ร่วมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการประมงไทย 
        
 จากนั้น พ.ต.อ.ทวี ได้เดินทางเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของ บริษัท เอ แอนด์ เอ็น พาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการแปรรูปเนื้อปลาทูน่านึ่งสุกสำหรับส่งต่อในอุตสาหกรรมอาหาร ดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน Halal, GMP และ HACCP
       
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวถึงภาพรวมของวิกฤตประมงไทยว่า จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการและชาวประมง พบว่าความรู้สึกส่วนใหญ่คืออาชีพนี้กำลัง "ล่มสลาย" ผลจากนโยบายและพระราชกำหนดการประมงในอดีตที่เน้นข้อบังคับทางกฎหมายมากกว่าการอยู่รอดของประชาชน แม้ปัจจุบันจะมีความพยายามแก้ไขกฎหมายให้กลับมาคล้ายเดิม แต่สถานการณ์ย่ำแย่เกินกว่าจะเยียวยา ชาวประมงจำนวนมากขายเรือทิ้งและต้องการเลิกอาชีพ
        
พ.ต.อ.ทวี ระบุอีกว่า ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันนอกจากต้นทุนค่าพลังงานและการแข่งขันกับต่างประเทศแล้ว คือ โครงสร้างการบริหารจัดการของภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมประมง
        
"กระทรวงเกษตรฯ เวลาจัดงบประมาณ กลับเน้นไปที่ประมงเพาะเลี้ยงหรือประมงน้ำจืดในประเทศ ทั้งที่ฝั่งที่ทำรายได้มหาศาลให้ประเทศคือทรัพยากรทางทะเล แม้แต่ตำแหน่งผู้บริหารอย่างอธิบดีกรมประมง ก็มักเติบโตมาจากสายงานน้ำบนบก ขาดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านทะเลและกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจนับแสนล้าน"

พ.ต.อ.ทวี เสนอทางออกว่า การแก้ปัญหาประมงต้องยกเป็น "วาระแห่งชาติ" พร้อมเสนอให้มีการปรับโครงสร้างกระทรวง ยุบหน่วยงานที่ไม่จำเป็นในกระทรวงอื่น แล้วจัดตั้ง "กรมประมงทะเล" ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อดึงคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านทะเลและกฎหมายระหว่างประเทศมาบริหารจัดการ พร้อมปรับวิธีคิดของรัฐบาลจากการลงมือทำเองซึ่งเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน มาเป็นผู้สนับสนุนด้านกฎหมายและแหล่งทุน ให้ชาวประมงเป็นผู้คิดและดำเนินการเอง
       
ด้าน นายมูฮำหมัด เบ็ญโส๊ะ กรรมการผู้บริหารบริษัท เอ แอนด์ เอ็น พาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวถึงผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำว่า ปัญหาหลักคือการขาดแคลนวัตถุดิบปลาในประเทศ ไม่ใช่เพราะทะเลไทยไม่มีทรัพยากร แต่เพราะเรือประมงไม่สามารถออกเรือได้จากปัญหาขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงถึง 70% ของค่าใช้จ่ายในการออกเรือ
       
"เรืออวนล้อมจับ 1 ลำ ต้องใช้แรงงานประมาณ 20-30 คน ปัจจุบันโรงงานแปรรูปต้องพึ่งพาการนำเข้าเนื้อปลาจากต่างประเทศสูงถึง 80% มีสัดส่วนปลาในประเทศเพียง 20% เท่านั้น ขณะที่อุตสาหกรรมแปรรูปซูริมิ (ลูกชิ้นปลา) ในไทยมากกว่า 60% ก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบเช่นกัน เพราะต้นทุนการจับปลาในไทยสูงกว่าต่างประเทศที่ได้รับสนับสนุนจากรัฐบาล ผู้ประกอบการรุ่นใหม่เริ่มมองไม่เห็นอนาคตในธุรกิจนี้"
        
นายมูฮำหมัด ได้ฝากข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรีให้เร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันเขียว (น้ำมันราคาถูกสำหรับประมง) โดยขอให้บริหารจัดการให้เรือเล็กสามารถเบิกจ่ายและเติมน้ำมันเขียวได้ ณ ท่าเทียบเรือชายฝั่ง โดยไม่ต้องแล่นเรือออกไปไกลหลายชั่วโมงเพื่อเติมน้ำมันกลางทะเล ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน หากแก้ไขติดขัดทางกฎหมายตรงนี้ได้ จะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงให้ชาวประมงได้มากกว่า 80%
      
ขณะที่ นางสาวช่อผกา แซ่เห้ง อุปนายกสมาคมประมงสงขลา เปิดเผยว่า สมาคมฯ และชาวประมงต้องแบกรับผลกระทบจากมาตรการกฎหมายมานานกว่า 11 ปี ปัจจุบันปัญหาอันดับหนึ่งคือ "การขาดแคลนแรงงาน" ซึ่งกระทบหนักจากภาวะสงครามในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา และกัมพูชา ทำให้แรงงานต่างด้าวซึ่งคิดเป็น 60% ของภาคประมงหายไป ขณะที่แรงงานไทย (40%) ไม่มีคนใหม่เข้ามาเติม เนื่องจากภาพจำในอดีตที่ภาครัฐตีตราว่าประมงเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ทั้งที่ปัจจุบันมีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีรายได้เฉลี่ยหมื่นกว่าบาทต่อเดือน พร้อมสวัสดิการอาหารและที่พัก
      
"วันนี้ชาวประมงทุกคนเข้าไปอยู่ในกรอบกฎหมายทั้งหมดแล้ว โจทย์ของภาครัฐจึงต้องเปลี่ยนจากการ 'จัดระเบียบหรือบังคับใช้กฎหมายแบบจับผิด' มาเป็น 'การส่งเสริมและเพิ่มมูลค่า' กรมประมงและภาควิชาการต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนการแปรรูปขั้นต้น การผลักดันสินค้าปลาไทยเข้าสู่ตลาดฮาลาลโลก ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก เพื่อให้สินค้าสัตว์น้ำไทยแข่งขันได้ในเชิงมูลค่า ไม่ใช่แข่งด้วยปริมาณอย่างเดียว"
       
ปิดท้ายด้วย นายรวิศ สอดส่อง ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สนใจปัญหาในพื้นที่ กล่าวว่า ปัญหาของภาคประมงไทยส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น กฎระเบียบ IUU, สงคราม และวิกฤตแรงงาน แต่จุดอ่อนสำคัญคือ กลไกภาครัฐไทยไม่มีการศึกษาผลกระทบและไม่มีมาตรการรองรับเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านนโยบาย
        
"เมื่อรัฐเปลี่ยนกฎหมาย แต่กลับไม่มีมาตรการรองรับเรื่องหนี้สิน เครื่องมือประมง หรือเรือที่ลงทุนไปแล้ว รัฐบาลชอบใช้แนวคิดแจกปลา แต่พอจะสอนจับปลา กลับไม่ดูว่าเขาถูกยึดคันเบ็ดไปแล้วหรือยัง จึงอยากฝากถึงภาครัฐให้ลงมาเปิดใจรับฟังผู้ประกอบการและคนในพื้นที่จริง ๆ ทำโรดโชว์ พาไปพบ Buyer ในต่างประเทศ อย่าปล่อยให้ภาคธุรกิจเผชิญกรรมอยู่เพียงลำพัง" พร้อมเปรียบเปรยว่า "ให้ปลาเขาหนึ่งตัว กินได้แค่วันเดียว แต่สอนเขาจับปลา เขามีกินตลอดชีวิต"
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง