วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 01:45 น.

การเมือง

"ดร.สันติ" ชี้ไทยต้องใช้กฎหมายแก้ปัญหาอุยกูร์ ย้ำหากมีหลักประกันควรส่งกลับจีน

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569, 18.58 น.

เมื่อวันที่  14 กันยายน 2569  ดร.สันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดวิเชียรบุรี และอาจารย์พิเศษโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ให้ความเห็นเชิงวิชาการโดยกล่าวถึงปัญหาชาวอุยกูร์ในประเทศไทยว่า ปัญหาดังกล่าวย้อนกลับไปประมาณปี พ.ศ. 2557 เมื่อเกิดการหลั่งไหลของผู้อพยพชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพออกจากบริเวณมณฑลซินเจียงของประเทศจีน ผ่านมณฑลยูนนาน ก่อนลักลอบผ่านประเทศพม่า ประเทศลาว และเข้ามายังประเทศไทย เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามหรือประเทศตุรกี โดยชาวอุยกูร์จำนวนหนึ่งไม่มีหนังสือเดินทางหรือเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย จึงถูกทางการไทยจับกุมในความผิดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและกักกันตัวไว้

ดร.สันติ ผิวทองคำ ในฐานะผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดวิเชียรบุรี และอาจารย์พิเศษโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า การพิจารณาปัญหาชาวอุยกูร์จำเป็นต้องพิจารณาทั้งกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศควบคู่กัน โดยประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน หรือ CAT ค.ศ. 1984 ซึ่งมาตรา 3 มีหลักสำคัญห้ามรัฐภาคีขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ในอันตรายหรือถูกทรมาน ขณะเดียวกัน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR มาตรา 7 ก็มีหลักห้ามการทรมานและการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างโหดร้าย รวมทั้งห้ามส่งบุคคลออกจากประเทศไปสู่สถานการณ์ที่อาจทำให้บุคคลนั้นถูกทรมานหรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย

ในส่วนของกฎหมายไทย ดร.สันติกล่าวว่า พระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อปรากฏว่ามีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สามารถออกคำสั่งให้คนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักรได้ ขณะที่พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 22 ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งคนต่างด้าวที่เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายออกไปนอกราชอาณาจักรได้ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย

ดร.สันติกล่าวต่อว่า ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างชาวอุยกูร์ที่เป็นบุคคลต่างด้าวเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย กับบุคคลที่เป็น “ผู้ร้ายข้ามแดน” หรือ “อาชญากรข้ามชาติ” เพราะการเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรืออาชญากรข้ามชาติ หากชาวอุยกูร์เป็นเพียงผู้ที่อพยพหรือหลบหนีเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ได้ก่ออาชญากรรมหรือกระทำความผิดทางอาญาแล้วหลบหนีคดีเข้ามา ก็ไม่ควรนำสถานะผู้ร้ายข้ามแดนหรืออาชญากรข้ามชาติมาใช้เหมารวมกับบุคคลเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ดร.สันติเห็นว่า เมื่อบุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธิที่จะอยู่หรือพำนักในราชอาณาจักร ก็จำเป็นต้องพิจารณาการผลักดันออกนอกราชอาณาจักร โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 และพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการพิจารณาและออกคำสั่งผลักดันหรือเนรเทศบุคคลต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศไทยออกจากราชอาณาจักร

แต่การใช้อำนาจตามกฎหมายภายในประเทศต้องดำเนินการควบคู่กับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเป็นภาคี CAT และ ICCPR ดังนั้น แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจตามกฎหมายภายในในการเนรเทศหรือผลักดันชาวอุยกูร์ออกจากประเทศไทย แต่การส่งบุคคลเหล่านี้ไปยังประเทศปลายทางจะต้องมีความเชื่อมั่นและมีหลักฐานบ่งชี้ได้ว่า ชาวอุยกูร์จะไม่ตกอยู่ในอันตราย ไม่ถูกปฏิบัติอย่างทารุณหรือโหดร้าย และไม่ถูกทรมาน

ดร.สันติกล่าวว่า หากตรวจสอบแล้วว่าชาวอุยกูร์ไม่มีสิทธิพำนักอยู่ในประเทศไทย และประเทศต้นทางสามารถรับกลับได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมมีหลักประกันที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือว่าจะไม่เกิดการทรมานหรือการปฏิบัติอย่างโหดร้าย การส่งกลับประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศต้นทางก็เป็นแนวทางที่ประเทศไทยควรพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยไม่ควรต้องแบกรับปัญหาบุคคลที่ไม่มีสิทธิพำนักอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่มีกำหนด แต่การส่งกลับต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและอยู่ภายใต้หลักกฎหมาย ไม่ใช่การส่งกลับโดยปราศจากการตรวจสอบ

ดร.สันติกล่าวอีกว่า ชาวอุยกูร์มีลักษณะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้อพยพ หรือกลุ่มคนไร้รัฐไร้สัญชาติ จึงเป็นเรื่องยากที่จะพิจารณาว่าประเทศปลายทางหรือประเทศที่สามประเทศใดมีความเหมาะสมและมีความพร้อมที่จะรับและปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์โดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่กระทำทารุณ ไม่ทรมาน และไม่ทำให้ชาวอุยกูร์ตกอยู่ในอันตราย

ดร.สันติเห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีอำนาจในการผลักดันชาวอุยกูร์ไปยังประเทศที่สาม แต่รัฐบาลไทยต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ และต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าประเทศที่สามซึ่งรับชาวอุยกูร์ไว้จะไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่กระทำการทารุณ ไม่กระทำการโหดร้าย และไม่ทรมานชาวอุยกูร์ เพราะหากส่งไปยังประเทศที่สามแล้วเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย รวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการส่งตัว

สำหรับกรณีที่ผ่านมา ดร.สันติกล่าวว่า ทางการจีนเคยแจ้งว่าชาวอุยกูร์ที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยบางส่วนมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม MIT และกลุ่ม ISIS และมีส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ทางการจีนต้องการตัวกลับไป โดยขอให้ดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่ประเทศไทยเคยส่งชาวอุยกูร์กลับไปจำนวน 109 คน แต่ประเด็นสำคัญคือทางการจีนไม่ได้ส่งหลักฐานให้ทางการไทยอย่างเพียงพอว่ากลุ่มอุยกูร์ดังกล่าวเป็นผู้ก่อการร้ายจริงหรือไม่ตามหลักของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ดร.สันติเห็นว่า จุดอ่อนสำคัญของฝ่ายไทยในกรณีดังกล่าวคือไม่ได้ขอหลักฐานจากจีนให้ชัดเจนว่ากลุ่มอุยกูร์เป็นผู้ก่อการร้ายจริงหรือไม่ตามหลักว่าด้วยสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และไทยควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด รวมทั้งควรสัมภาษณ์พูดคุยกับชาวอุยกูร์โดยตรง โดยเฉพาะการมีล่ามที่สามารถพูดภาษาอุยกูร์ได้ เพื่อให้สามารถรับฟังข้อเท็จจริงและจำแนกสถานะของบุคคลได้อย่างถูกต้อง

ดร.สันติกล่าวว่า สิ่งจำเป็นประการแรกคือประเทศไทยต้องสร้างความร่วมมือในภูมิภาคให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการก่อการร้าย รวมถึงใช้ความร่วมมือกับตำรวจสากลและหน่วยงานด้านความมั่นคงระหว่างประเทศให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ประการที่สองต้องใช้กรอบกฎหมายและกติกาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะสนธิสัญญาที่ประเทศไทยได้ทำร่วมกับประเทศต่าง ๆ และต้องแบ่งประเภทของผู้ลี้ภัย บุคคลต่างด้าว และผู้เกี่ยวข้องกับคดีอาญาให้ชัดเจน นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารทางภาษา เพราะหากไม่สามารถสื่อสารกับบุคคลที่ถูกควบคุมตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกิดปัญหาได้

ดร.สันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดวิเชียรบุรี และอาจารย์พิเศษโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าผู้ลี้ภัยหรือบุคคลต่างด้าวจะอยู่ในประเภทใด ประเทศไทยควรคำนึงถึงชีวิตและวิธีการปฏิบัติที่ดี ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากตรวจสอบแล้วบุคคลใดไม่มีสิทธิพำนักในประเทศไทย และมีหลักประกันที่ชัดเจนว่าประเทศจีนสามารถรับกลับได้โดยไม่ทำให้บุคคลนั้นตกอยู่ในอันตราย ไม่ถูกทรมานหรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย การส่งกลับประเทศจีนก็เป็นแนวทางที่ประเทศไทยควรพิจารณาอย่างจริงจัง โดยต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ มีหลักฐาน และเคารพหลักนิติธรรม เพื่อรักษาทั้งความมั่นคงของประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปพร้อมกัน
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง