วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569 18:15 น.

การเมือง

 รื้อโครงสร้างแก้จนเชิงรุก! “ยศชนัน” ชูโมเดล Sandbox นำร่อง 20 จังหวัด ฉีกกรอบ ‘ทะเบียนคนจน’ สู่ ‘บัญชีโอกาส’

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569, 16.47 น.

 รื้อโครงสร้างแก้จนเชิงรุก! “ยศชนัน” ชูโมเดล Sandbox นำร่อง 20 จังหวัด ฉีกกรอบ ‘ทะเบียนคนจน’ สู่ ‘บัญชีโอกาส’ ดันอุตสาหกรรมอนาคต-ปฏิรูปการศึกษา หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทั้งระบบ 

เมื่อวันที่ 19 กันยายน พรรคเพื่อไทยได้มีการจัดเวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ "Sandbox แก้จน สู่ทางออกทั้งประเทศ" (Pheu Thai Member Talk x YPP Dialogue) ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย ถนนวิภาวดีรังสิต กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค เป็นผู้บรรยายพิเศษ พร้อมด้วยนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและโฆษกพรรค รับหน้าที่ดำเนินรายการ ท่ามกลางความสนใจจากสมาชิกพรรคและกลุ่มเครือข่าย YPP ที่เข้าร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น

ศ.ดร.ยศชนัน ได้สะท้อนภาพปัญหาของระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยระบุถึงความล้มเหลวของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เม็ดเงินมักกระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มยอดพีระมิด พร้อมเสนอแนวทาง "การขับเคลื่อนทางสังคมแบบขั้นบันได" ซึ่งหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยง (Connect) ห่วงโซ่เศรษฐกิจทุกระดับเข้าด้วยกัน ตั้งแต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ไปจนถึงวิสาหกิจชุมชนและภาคการเกษตร ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างกลไกที่เอื้อให้การเติบโตของธุรกิจระดับบน สามารถดึงภาคส่วนระดับล่างให้เติบโตตามไปพร้อมกันโดยอัตโนมัติ 

นอกจากนี้ วาระเร่งด่วนคือการพลิกMindset ของภาครัฐ จากเดิมที่มักใช้การตีตราประชาชนผ่านคำว่า "ทะเบียนคนจน" ให้เปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้าง "ทะเบียนโอกาส" เนื่องจากความยากจนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติของการขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ยังครอบคลุมถึงการถูกลิดรอนสิทธิทางสาธารณสุขและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ การนำร่องใช้บัญชีหรือทะเบียนโอกาสจะช่วยกำหนด Pathway ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นรูปธรรม ว่ารัฐจะสามารถส่งมอบโอกาสเพื่อเลื่อนสถานะทางสังคมให้แก่พวกเขาได้อย่างไรบ้าง

สำหรับ Action Plan ขณะนี้ได้เดินหน้าโครงการนำร่อง แล้วในพื้นที่ 20 จังหวัด โดยบูรณาการกลไกของสถาบันอุดมศึกษาเชิงพื้นที่ อาทิ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ผนึกกำลังร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้นำชุมชน ลงพื้นที่ปูพรม "เอ็กซเรย์รายบุคคล" เพื่อค้นหาประชาชนที่ตกหล่นจากสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อพบกลุ่มเป้าหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสวมบทบาทพี่เลี้ยงในการอำนวยความสะดวกด้านเอกสารเพื่อดึงเข้าสู่ระบบสวัสดิการทันที พร้อมจัดส่งบุคลากรลงพื้นที่ฝึกอบรมวิชาชีพพื้นฐานให้แก่กลุ่มที่ขาดแคลนทักษะ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เขาสามารถยืนหยัดสร้างรายได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการผลักดันแนวคิด "Local Growth Engine" เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก โดยตั้งเป้าให้ชุมชนผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 

ทั้งนี้ หากชุมชนใดขาดแคลนเครื่องจักรหรือนวัตกรรม ภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษาจะนำ "เทคโนโลยีที่เหมาะสม" (Appropriate Technology) เข้าไปอุดช่องโหว่ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันเห็นผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์แล้วหลายพื้นที่ เช่น การมอบเตาเผาไบโอชาร์ไร้ควันเพื่อลดมลพิษทางการเกษตร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแปรรูปอาหารทะเลสนับสนุนกลุ่มแม่บ้านในภาคใต้ รวมถึงการเร่งติดตั้งระบบ Telemedicine ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บนพื้นที่ดอยสูง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและลดภาระการเดินทางเข้าเมือง

ในช่วงท้ายของการเสวนา ศ.ดร.ยศชนัน และผู้ร่วมเสวนา ได้ขยายภาพการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระดับมหภาค โดยชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวข้าม ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ที่มุ่งเป้าสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงแห่งอนาคต ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Scientific Wellness) การบำบัดด้วยเซลล์และยีน วิทยาการหุ่นยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เทคโนโลยีชีวภาพ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมผลักดันยุทธศาสตร์การสร้าง ‘อธิปไตยด้านเอไอ’ โดยผนึกกำลังกับหน่วยงานอย่าง NECTEC หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและหั่นต้นทุนค่าใช้จ่ายจากต่างชาติ ขณะเดียวกันในระดับพื้นที่ จะมีการปรับโครงสร้างบทบาทของมหาวิทยาลัยให้ทำหน้าที่เป็น "ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ" (Science Park) เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดให้แก่กลุ่มเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ พร้อมเปิดพื้นที่ระดมสมอง จับคู่คนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดสร้างสรรค์กับกลุ่มนักลงทุน เพื่อสนับสนุนแหล่งทุนและต่อยอดไอเดียให้กลายเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนได้จริง

อีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการ "ตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น" คือการรื้อระบบการศึกษาของชาติใหม่ทั้งระบบ โดยปรับเปลี่ยนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่ายเช่นเดียวกับการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเตรียมดึงหน่วยงานอย่างสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ตลอดจน Museum Siam และ TK Park เข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายองค์ความรู้และเทคโนโลยีลงสู่ชุมชน 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินผู้เรียน จากการตั้งคำถามผ่านผลสอบว่า "เด็กคนนี้เก่งหรือไม่" ไปสู่การค้นหาว่า "เด็กมีความถนัดด้านไหน" พร้อมดึงเทคโนโลยี AI มาช่วยออกแบบหลักสูตรการศึกษาเฉพาะบุคคลแบบ 1 ต่อ 1 โดยพลิกบทบาทของครูผู้สอนให้เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก เพื่อผลักดันให้เยาวชนเติบโตเข้าสู่วิชาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพ ซึ่งทุกองค์ประกอบที่กล่าวมานี้ นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการรื้อโครงสร้างความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมได้ในอนาคต
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง