วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569 01:45 น.

การเมือง

โฆษกกระทรวงเกษตรฯ ย้ำประเทศไทยยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็น ภาคี UPOV 1991 ย้ำยังอยู่ในระหว่างการศึกษาพิจารณาข้อดีข้อเสีย

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569, 16.59 น.

โฆษกกระทรวงเกษตรฯ ย้ำประเทศไทยยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็น ภาคี UPOV 1991 ย้ำยังอยู่ในระหว่างการศึกษาพิจารณาข้อดีข้อเสีย และเป็นประเด็นเจรจาต่อรองทางการค้าขณะที่อธิบดีกรมข้าวย้ำจุดยืนมีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องสิทธิ และคุ้มครองพืชพันธุ์ที่ดีของไทยไม่ให้ชาติต่างๆนำสายพันธุ์ใช้ขยายต่อโดยไม่ได้รับอนุญาติ ขณะที่เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ค้านแหลกอ้างข้อมูลกระทรวงเกษตรไม่ตรงข้อเท็จจริง 

 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 นายกฤต อุตตมเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรฯ กล่าวถึงกรณีการพิจารณาตัดสินใจเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (อนุสัญญา UPOV 1991) เพราะถือเป็นการย้ายดุลอำนาจทางกฎหมาย จากเดิมที่เน้นการปกป้องสิทธิเกษตรกรและชุมชน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไปสู่ การคุ้มครองสิทธิเด็ดขาดของผู้ปรับปรุงพันธุ์ว่า ประเทศไทยยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็น ภาคี UPOV 1991 โดยเรื่องนี้ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาพิจารณาข้อดีข้อเสีย และเป็นประเด็นเจรจาต่อรองทางการค้า (FTA)

ส่วนในรายละเอียดของกฎหมาย อนุสัญญา UPOV 1991 กำหนดว่า เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อและแบ่งปันได้ตราบใดที่ไม่ใช่การทำเพื่อการค้า ขณะที่อนุสัญญาฯจะมุ่งควบคุมและป้องกันการละเมิดสิทธิในเชิงพาณิชย์เท่านั้น เช่น การลักลอบนำสายพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองไปทำฟาร์มขยายพันธุ์เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายเป็นธุรกิจแข่งขันในตลาด ไม่ได้ห้ามวิถีการทำไร่นา หรือการผลิตของเกษตรกร

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ยืนยันว่า การหารือในเรื่อง UPOV 1991 มีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องสิทธิ และคุ้มครองพืชพันธุ์ที่ดีของไทยไม่ให้ชาติต่างๆนำสายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมมะลิ พืชผล หรือผลไม้เศรษฐกิจไปเพาะพันธุ์ขยายต่อโดยไม่มีการรับรอง  เพราะปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศมาช่วยคุ้มครองในส่วนนี้ หากเข้าร่วมจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลทำให้ขายได้ราคาสูงขึ้น 

ส่วนจะตัดสินใจเข้าร่วมในอายุสัญญาหรือไม่ ก็จะไม่มีกฎหมาย หรือกฎระเบียบใด เข้ามาซ้ำเติมหรือเพิ่มภาระต้นทุนให้แก่เกษตรกรอย่างแน่นอน และเกือบทุกสมาคม และศูนย์ข้าวชุมชน ต่างเข้าใจในเจตนา ทั้งนี้หากพบว่าแนวทางใด มีความเสี่ยงจะส่งผลเสียต่อเกษตรกร ก็พร้อมที่จะยกเลิกทันที

ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ตอบโต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงประเด็นการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991   โดยระบุว่า การที่กระทรวงเกษตรอ้างว่า การเข้าเป็นสมาชิก UPOV 1991 ไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในการเก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่อ คำชี้แจงดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2542 ของไทย รวมถึงหลายประเทศทั่วโลก ได้คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อในฤดูกาลถัดไปอยู่แล้ว  แต่สำหรับ UPOV 1991 ไม่ได้ยกเว้นสิทธินี้ให้อย่างอัตโนมัติ แต่มีเงื่อนไขอนุญาตให้ยกเว้นได้เฉพาะเกษตรกรที่ปลูกเพื่อยังชีพ หรือกลุ่มธัญพืชเม็ดเล็กเท่านั้น อีกทั้งยังมีข้อกำหนดสำคัญ คือการยกเว้นต้องไม่กระทบต่อประโยชน์และสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ หรือบริษัทเมล็ดพันธุ์ อีกทั้งการกำหนดพื้นที่ถือครองที่ดินของเกษตรกรไทย ที่อาจขัดกับเงื่อนไขนี้จนไม่สามารถได้รับยกเว้นได้

นอกจากนี้ UPOV 1991 ยังขยายสิทธิการคุ้มครองไปถึงพันธุ์พืชอนุพันธ์ หรือ EDV หมายความว่าหากเกษตรกรนำพันธุ์พืชใหม่ไปปลูกแล้วเกิดการกลายพันธุ์หรือผสมข้ามพันธุ์ สิทธิในพันธุ์ใหม่นั้นยังตกเป็นของบริษัทผู้ถือสิทธิเดิมรวมถึงการขยายการคุ้มครองไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้

โดย มูลนิธิชีววิถี ย้ำว่า กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทย มีกลไกคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว แต่การบีบให้เข้าร่วม UPOV 1991 อาจจะเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติและทุนใหญ่ มากกว่าการปกป้องวิถีชีวิตและสิทธิขั้นพื้นฐานของเกษตรกรไทย

ขณะที่นางสาวธิดากุล แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบ และรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร  ตอบคำถาม กรณีที่เพจ ไบโอไทย อ่านข้อมูล กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท และสมาคมเมล็ดพันธุ์เวียดนาม เกี่ยวกับผลกระทบภาคเกษตรกรรมของเวียดนาม ที่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากต่างชาติในระดับที่เป็นอันตรายนั้น  จากการสอบถามข้อมูลเชิงวิชาการและการคุ้มครองพันธุ์พืชดังกล่าว มีการประสานงาน และอ้างอิงข้อมูลอย่างเป็นทางการร่วมกับสำนักคุ้มครองพันธุ์พืชของเวียดนาม  พบว่า กรณีที่เวียดนามเข้าร่วม UPOV 1991 มีผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะมีการเพิ่มผลผลิต และผลตอบแทนจากการคุ้มครองพันธุ์พืชตามแนวทาง UPOV สามารถเข้าถึงสายพันธุ์ศักยภาพสูงและเทคโนโลยีต่างประเทศ /การพัฒนาสายพันธุ์เพื่อลดอายุเก็บเกี่ยว/การเพิ่มศักยภาพผลผลิตต่อไร่ /รายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น/การเติบโตของเมล็ดพันธุ์ภาคเอกชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภาคเกษตรกรและการค้าระหว่างประเทศของไทย กำลังจับตาถึงความเป็นไปได้ ในการพิจารณาตัดสินใจเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (อนุสัญญา UPOV 1991) เพราะถือเป็นการย้ายดุลอำนาจทางกฎหมาย จากเดิมที่เน้นการปกป้องสิทธิเกษตรกรและชุมชน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไปสู่ การคุ้มครองสิทธิเด็ดขาดของผู้ปรับปรุงพันธุ์

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกัน ระหว่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2542 และ UPOV 1991 มีความแตกต่างเชิงโครงสร้างกฎหมาย ทำให้มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีเกษตรกรรมและการค้า อาทิ สิทธิการเก็บและขยายพันธุ์ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช  พ.ศ. 2542 อนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้เป็นหลัก แต่อนุสัญญา UPOV 1991 กำหนดให้การห้ามเป็นหลัก และต้องตรากฎหมายลูกข้อยกเว้นพิเศษเฉพาะการปลูกในแปลงตนเองเท่านั้น โดยห้ามจำหน่ายหรือแจกจ่าย/แลกเปลี่ยน กับผู้อื่นโดยเด็ดขาด

โดยที่ผ่านมาหลายฝ่าย ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้/เสีย แยกเป็น กลุ่มเกษตรกรรายย่อยจะได้รับผลกระทบหนัก เพราะวิถีการเก็บและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์จะเปลี่ยนไป ส่งผลให้ต้นทุนทางการเกษตรสูงขึ้น และต้องพึ่งพาบริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ขณะที่ภาคธุรกิจและนักปรับปรุงพันธุ์ จะได้รับประโยชน์จากการคุ้มครองผูกขาดและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์ ส่วน ผู้ส่งออก ล้ง และอุตสาหกรรมแปรรูป จะมีเสี่ยงรับภาระความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากผลผลิตที่รับซื้อมาจากกิ่งพันธุ์ที่ไม่ถูกต้อง อาจถูกฟ้องร้องย้อนหลังหรือถูกอายัดตู้สินค้าส่งออก ท้ายสุดผู้บริโภคผู้บริโภคอาจต้องบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปในราคาที่สูงขึ้น 

สำหรับกลุ่มพืชเศรษฐกิจ ที่จะได้รับผลกระทบหลังจากเข้าร่วมในอนุสัญญา UPOV 1991 ได้แก่ ข้าว มีความเสี่ยงระดับวิกฤต เนื่องจากวิถีการเก็บเมล็ดพันธุ์ถูกจำกัด ต้นทุนเกษตรกรสูงขึ้นทันที โดยเฉพาะข้าวพื้นเมือง เสี่ยงโดนดัดแปลงแล้วจดสิทธิ EDV แข่งขันด้านราคาในตลาดโลกยากขึ้น// มันสำปะหลัง มีความเสี่ยงปานกลาง แม้เกษตรกรตัดท่อนพันธุ์ใช้เองได้ แต่ห้ามนำไปขายหรือแจกจ่ายเพื่อนบ้าน //ส่วนผลไม้ส่งออก เช่น ทุเรียน, มังคุด, ลำไย, มะม่วง มีความเสี่ยงสูงด้านการค้าส่งออกแต่ก็ยังเปิดช่องให้นำเข้ากิ่งพันธุ์พรีเมียมมาปลูกในไทย // สำหรับ ไม้ดอกและผักส่งออก มีความเสี่ยงสูงต่อฟาร์มรายย่อย และเสี่ยงการถูกตรวจ DNA ณ ท่าเรือส่งออก 
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง