วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569 12:17 น.

การเมือง

“ยศชนัน” ชูวิทย์ฯ สู้ภัยน้ำท่วม ดันเตือนภัยถึงระดับครัวเรือน มาร์กบ้านผู้ป่วยติดเตียง พร้อมใช้ AI ปฏิรูปการศึกษา เปิด Credit Bank สะสมประสบการณ์เป็นหน่วยกิต

วันเสาร์ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 10.35 น.

“ยศชนัน” เปิดแนวทางใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก้ปัญหาประชาชน ตั้งแต่ระบบเตือนภัยน้ำท่วมระดับครัวเรือน ชี้เป้าบ้านผู้ป่วยติดเตียง ไปจนถึง Precision Education ใช้ AI ปรับการเรียนตามความถนัด เปิด Credit Bank ให้คนวัยทำงานนำประสบการณ์เทียบหน่วยกิต เดินหน้าสู่ Thailand Nation of Mastery และผลักดันไทยเป็น Clinical Trial Hub

เมื่อวันที่  3  ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น.   นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวทางนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประชาชน โดยครอบคลุมทั้งการรับมือภัยพิบัติ การปฏิรูปการศึกษา การพัฒนากำลังแรงงาน และการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ดันระบบเตือนภัยจากตำบลถึงระดับ “ครัวเรือน”

นายยศชนัน กล่าวว่า ในการรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ได้เตรียมระบบบัญชาการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมชลประทาน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาประมาณ 2 เดือน พร้อมจัดตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบดังกล่าวจะนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาประกอบการประเมินสถานการณ์ หากข้อมูลหรือแบบจำลองมีความแตกต่างกัน จะยึดกรณีที่มีความรุนแรงที่สุดเป็นฐานในการเตรียมความพร้อม เพื่อให้การรับมือมีเวลาเพียงพอและลดความเสี่ยงต่อประชาชน

“บทเรียนจากพื้นที่น่านพบว่า ฝนที่ตกบนพื้นที่สูงสามารถไหลลงสู่ชุมชนได้เร็วกว่าการตรวจวัดระดับน้ำในแม่น้ำ” นายยศชนันกล่าว

ดังนั้น รัฐบาลจึงเร่งติดตั้งระบบโทรมาตรและเซนเซอร์วัดปริมาณฝนในพื้นที่สูง พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนชุมชนเมื่อปริมาณฝนเกินเกณฑ์ รวมถึงอบรมประชาชนและผู้นำชุมชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และรู้แผนอพยพด้วยตนเอง ขณะเดียวกันยังเตรียมศูนย์พักพิงในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการให้พร้อมรองรับประชาชนตลอดเวลา

เป้าหมายระยะต่อไปคือการพัฒนาระบบเตือนภัยจากระดับตำบลให้ละเอียดขึ้นไปถึงระดับ ชุมชนและครัวเรือน โดยนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้จำลองภูมิประเทศ ระดับสูงต่ำ เส้นทางน้ำ และจุดที่ควรขุดลอก เพื่อประเมินว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงและควรดำเนินการอย่างไร

ที่สำคัญคือการนำข้อมูลตำแหน่ง ผู้ป่วยติดเตียง มาประกอบในระบบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรู้ว่าบ้านใดมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ บ้านใดมีความเสี่ยง และต้องอพยพเมื่อใด รวมถึงกำหนดผู้รับผิดชอบในการนำผู้ป่วยออกจากพื้นที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ใช้ AI จัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ไม่ตัดสินเด็กด้วยเกรดอย่างเดียว

สำหรับด้านการศึกษา นายยศชนันเสนอแนวคิด Precision Education หรือการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับความถนัดและศักยภาพของเด็กแต่ละคน โดยมองว่าเด็กไม่จำเป็นต้องมีความเก่งในรูปแบบเดียวกัน และไม่ควรใช้คะแนนหรือเกรดเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่าเด็กคนใดเก่งหรือไม่เก่ง

ความสามารถด้านศิลปะ งานช่าง เกษตรกรรม หรือสาขาอื่น ๆ สามารถพัฒนาเป็นทักษะอาชีพได้เช่นเดียวกัน โดย AI จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ความสนใจและปรับเนื้อหา ตลอดจนรูปแบบการเรียนให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน

ขณะที่บทบาทของครูอาจเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียวไปสู่การเป็น ผู้แนะนำและผู้ค้นหาความสามารถเฉพาะตัวของเด็ก ซึ่งเทคโนโลยีสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานดังกล่าวได้มากขึ้น

เปิดทางเด็กสายอาชีพ เรียนไปทำงานไป พร้อมต่อมหาวิทยาลัย

นายยศชนันกล่าวว่า เส้นทางการศึกษาไม่ควรถูกกำหนดให้ทุกคนต้องเดินในรูปแบบเดียวกัน เพราะเด็กบางคนมีภาระต้องช่วยครอบครัวและอาจเลือกเรียนสายอาชีพ โดยสามารถเรียนไปทำงานไปและมีรายได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

เมื่อมีความพร้อมก็ควรสามารถต่อยอดเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้ โดยมีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่แตกต่างจากผู้เรียนสายสามัญ

ส่วนระบบ TCAS อยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อเพิ่มความเท่าเทียม โดยมีแนวทางลดน้ำหนักการสัมภาษณ์ลงเหลือประมาณ 30% ในบางสถาบัน และพัฒนาการใช้ Portfolio ให้มีมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น เพื่อลดความได้เปรียบของผู้สมัครที่มีต้นทุนและทรัพยากรในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงานมากกว่า

“Credit Bank” เปิดโอกาสคนวัยทำงานกลับมาเรียนใหม่

อีกแนวทางสำคัญคือระบบ Credit Bank ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำประสบการณ์และทักษะจากการทำงานมาเทียบเป็นคุณวุฒิหรือหน่วยกิต และสะสมเพื่อศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้

แนวคิดดังกล่าวจะช่วยเปิดประตูให้คนที่เคยไม่มีโอกาสเรียนในระบบการศึกษาสามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้อีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์

นายยศชนันมองว่า แนวทางนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เพราะตลาดแรงงานจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้คนพิการและกลุ่มคนที่ยังใช้ศักยภาพในการทำงานได้ไม่เต็มที่เข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น

ภาครัฐจึงต้องปรับกฎระเบียบ เพิ่มทักษะ และนำ Assistive Technology หรือเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามาช่วยให้แต่ละคนสามารถทำงานได้ตามศักยภาพ

“Thailand Nation of Mastery” เปลี่ยนความเชี่ยวชาญคนไทยเป็นพลังประเทศ

นายยศชนันกล่าวว่า ภาพใหญ่ของการพัฒนาคนจะขับเคลื่อนผ่านแนวคิด Thailand Nation of Mastery ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของคนแต่ละคนให้กลายเป็นขีดความสามารถของประเทศ ตั้งแต่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน SME ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจนวัตกรรม

หัวใจสำคัญคือการใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่

ต่อยอดจุดแข็งการแพทย์ ดันไทยสู่ “Clinical Trial Hub”

สำหรับภาคการแพทย์ นายยศชนันกล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการแพทย์และสุขภาพ จึงควรต่อยอดไปสู่การเป็น Clinical Trial Hub เพื่อดึงการทดลองยาและเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากลเข้ามาดำเนินการในประเทศ

แนวทางดังกล่าวจะเชื่อมโยงบริษัทไทย สมุนไพร อาหาร และเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างทั้งองค์ความรู้ การลงทุน และโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมด้านสุขภาพใหม่ ๆ

เตรียมเสนอ “Nature Positive” บนเวทีวิทยาศาสตร์โลกที่ญี่ปุ่น

นายยศชนันยังกล่าวถึงการเตรียมเดินทางไปร่วมเวที STS Forum ที่กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเตรียมนำเสนอแนวคิด Nature Positive

สาระสำคัญคือการผลักดันให้ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และป่าไม้ของประเทศไทยสามารถสร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับเป้าหมาย Net Zero

นายยศชนันย้ำว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติไม่ควรถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน แต่ควรเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างสมดุลระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” กับ “การรักษาธรรมชาติ” เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทยในระยะยาว

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง