วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569 21:40 น.

การเมือง

วุฒิสภาถก UPOV 1991 “มณีรัฐ” จี้รัฐบาลตอบผลประโยชน์กระจายถึงใคร หวั่นเกษตรกรรายย่อยรับภาระต้นทุน

วันอังคาร ที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ที่ประชุมวุฒิสภา โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติเรื่องการติดตามและเสนอแนะแนวทางในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย-EU เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ เกษตรกร ตลอดจนการเข้าถึงยาและบริการสุขภาพของประชาชน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สมาชิกวุฒิสภาหยิบยกขึ้นอภิปราย คือข้อเสนอเกี่ยวกับ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV 1991 ซึ่งเป็นประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่อยู่ระหว่างการเจรจา FTA ไทย-EU

ก่อนหน้านี้รัฐบาลยืนยันว่า การเจรจา FTA ไทย-EU ยังไม่ได้ข้อยุติ และข้อเสนอของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับ UPOV 1991 ยังเป็นเพียงข้อเสนอที่ใช้เป็นฐานในการเจรจา ไม่ใช่ข้อตกลงที่ประเทศไทยให้การยอมรับแล้ว ขณะที่กฎหมายไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับการเก็บส่วนขยายพันธุ์ของเกษตรกรภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

น.ส.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สว. อภิปรายว่า การเจรจา FTA ไทย-EU สามารถสร้างโอกาสให้ประเทศไทยได้หลายด้าน ทั้งการค้า การลงทุน การเข้าถึงตลาด รวมถึงการวิจัยและนวัตกรรม แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ เมื่อเกิดผลประโยชน์จากข้อตกลงแล้ว ผลประโยชน์ดังกล่าวจะกระจายไปถึงใคร และใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากกติกาใหม่

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ศึกษาเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจส่งผลในระยะยาวต่อประเทศไทยทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และสาธารณสุข โดยเฉพาะประเด็น UPOV 1991 ที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และเมล็ดพันธุ์สำหรับเกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่เป็นต้นทุนการผลิต เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางอาหาร และเป็นฐานสำคัญของการพึ่งพาตนเอง

สว.มณีรัฐ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างด้านศักยภาพในการรับมือกับกติกาใหม่ โดยบริษัทขนาดใหญ่มีเงินทุน นักวิจัย ฝ่ายกฎหมาย และทรัพยากรเพียงพอที่จะปรับตัวต่อกฎระเบียบใหม่ ขณะที่เกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมาก อาจไม่มีต้นทุนและอำนาจต่อรองในระดับเดียวกัน

“หากประโยชน์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ต้นทุนและข้อจำกัดกลับตกอยู่กับเกษตรกรรายย่อย เราต้องถามว่า นี่คือสมดุลที่ประเทศไทยต้องการจริงหรือไม่” น.ส.มณีรัฐ กล่าว

น.ส.มณีรัฐ เสนอว่า ก่อนประเทศไทยจะรับพันธกรณีที่อาจมีผลในระยะยาว รัฐบาลควรจัดทำการประเมินผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และ SMEs พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นให้ประชาชนและรัฐสภาสามารถติดตามและตรวจสอบกระบวนการเจรจาได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า การประเมินความสำเร็จของ FTA ไม่ควรวัดเพียงว่าประเทศไทยสามารถเปิดตลาดได้เพิ่มขึ้นเท่าใด หรือมีเงินลงทุนเข้ามามากขึ้นเท่าใด แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า เมื่อกติกาเปลี่ยนแปลงแล้ว “คนตัวเล็กที่สุดในระบบยังสามารถยืนอยู่ได้หรือไม่”

น.ส.มณีรัฐ กล่าวทิ้งท้ายด้วยการตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า หากภาครัฐได้รับประโยชน์จากการเจรจา หากภาคธุรกิจและนักปรับปรุงพันธุ์ได้รับความคุ้มครองมากขึ้น แล้วเกษตรกรรายย่อยของประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อย่างไร และจะมีกลไกใดเป็นหลักประกันว่า ผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวมจะไม่เกิดขึ้นโดยให้คนตัวเล็กเป็นผู้รับภาระต้นทุน

ทั้งนี้ ประเด็น UPOV 1991 จึงถูกจับตาในฐานะหนึ่งในเรื่องสำคัญของการเจรจา FTA ไทย-EU โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบเมล็ดพันธุ์ สิทธิของเกษตรกร และโครงสร้างการแข่งขันในภาคเกษตรไทย ขณะที่การตัดสินใจของรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างรอบคอบ ก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าไปผูกพันกับกติกาที่อาจมีผลต่อภาคเกษตรในระยะยาวหลายสิบปี
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง