วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569 22:36 น.

การเมือง

“สุชาติ” เสนอปฏิรูปกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ชูระบบคูปอง-วัดผลจากรายได้จริง ดันแรงงานไทยรับมือ AI

วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอปรับทิศทางกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เปลี่ยนจากรัฐกำหนดหลักสูตรเป็นผู้ใช้แรงงานและสถานประกอบการเลือกเรียนเอง พร้อมปรับตัวชี้วัดจากจำนวนผู้เข้าอบรมเป็นผลลัพธ์ด้านการมีงานทำ รายได้ และผลิตภาพ ย้ำการพัฒนาทักษะแรงงานคือการลงทุนในทุนมนุษย์ เพื่อพาประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 มีการเผยแพร่ประเด็นการอภิปรายของ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในวาระการรับทราบรายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 16 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569 โดยเสนอแนวทางปรับปรุงการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานมากขึ้น

ศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า การสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศไม่สามารถพึ่งพาการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มความสามารถในการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการยกระดับผลิตภาพของแรงงาน เพราะปัจจัยเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ในการอภิปรายครั้งนี้ ศ.ดร.สุชาติได้เสนอแนวทางพัฒนากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ประการสำคัญ ดังนี้

1. เปลี่ยนจากระบบรัฐกำหนดหลักสูตร เป็นระบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน

ศ.ดร.สุชาติเสนอให้ปรับระบบการฝึกอบรมจาก Supply-driven ซึ่งหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้กำหนดหลักสูตรและจัดการฝึกอบรมเป็นหลัก ไปสู่ Demand-driven ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานและสถานประกอบการมีส่วนกำหนดความต้องการด้านทักษะอย่างแท้จริง

แนวทางหนึ่งที่เสนอคือการนำระบบ “คูปองฝึกทักษะ” มาใช้ โดยจัดสรรสิทธิหรือเงินสนับสนุนให้แรงงานสามารถเลือกหลักสูตรและสถาบันฝึกอบรมได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันของรัฐ ภาคเอกชน หรือสถานประกอบการที่มีคุณภาพ เพื่อให้การฝึกอบรมสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และส่งเสริมการแข่งขันด้านคุณภาพระหว่างผู้ให้บริการฝึกอบรม

แนวคิดดังกล่าวมุ่งลดปัญหาการจัดหลักสูตรที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้เรียนหรือสถานประกอบการ และเพิ่มโอกาสให้เงินกองทุนถูกนำไปใช้กับการพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง

2. เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จ เน้นผลลัพธ์หลังการฝึกอบรม

ศ.ดร.สุชาติเห็นว่า การประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนไม่ควรพิจารณาเพียงจำนวนผู้เข้ารับการอบรมหรือจำนวนหลักสูตรที่จัดขึ้น เพราะตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนโดยตรงว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมมีทักษะเพิ่มขึ้น หรือมีโอกาสทางเศรษฐกิจดีขึ้นมากน้อยเพียงใด

จึงเสนอให้ปรับตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน หรือ KPI ให้เน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ได้แก่

ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีโอกาสได้งานทำเพิ่มขึ้นเท่าใด
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีรายได้หรือค่าจ้างเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด
สถานประกอบการมีผลิตภาพและประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้นเพียงใด

นอกจากนี้ ควรมีระบบติดตามผลหลังการฝึกอบรมอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อตรวจสอบว่าทักษะที่ได้รับสามารถนำไปใช้ในการทำงานได้จริงหรือไม่ และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณในรอบต่อไป โดยให้ความสำคัญกับหลักสูตรที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

3. มุ่งพัฒนาทักษะแห่งอนาคต พร้อมเปิดเผยข้อมูลกองทุนอย่างโปร่งใส

อีกประเด็นสำคัญคือการปรับบทบาทกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการฝึกอบรมทักษะรูปแบบเดิม แต่ต้องเตรียมแรงงานไทยให้พร้อมสำหรับงานในอนาคต

เทคโนโลยีที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และทักษะที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทย ตลอดจนช่วยให้สถานประกอบการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและเทคโนโลยีได้ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.สุชาติเสนอให้การบริหารกองทุนมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเปิดเผยข้อมูลรายรับ รายจ่าย เงินคงเหลือ และผลสัมฤทธิ์จากการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามการบริหารเงินกองทุนได้อย่างชัดเจน และประเมินได้ว่าเงินที่ใช้ไปก่อให้เกิดประโยชน์ต่อแรงงานและเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

ย้ำพัฒนาฝีมือแรงงานคือการลงทุน ไม่ใช่เพียงรายจ่าย

ในช่วงท้ายของการอภิปราย ศ.ดร.สุชาติเน้นย้ำว่า ประเทศไทยจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ยาก หากแรงงานยังมีผลิตภาพต่ำและขาดทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ การพัฒนาฝีมือแรงงานจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงรายจ่ายของรัฐบาล แต่ควรถือเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

ข้อเสนอทั้ง 3 ประการจึงมุ่งปรับการทำงานของกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานให้เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงาน วัดผลจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง และเตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มรายได้ของแรงงาน ยกระดับผลิตภาพของสถานประกอบการ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ที่มา: การอภิปรายของ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องรายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2568 เผยแพร่ผ่าน YouTube: https://youtu.be/6vjKXSVC7Xw

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง