การเมือง
“ดร.กิตติ” เสนอทางออกเศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง เปลี่ยนแจกเงินเป็นจ้างงาน เร่งลงทุนปรับโครงสร้างประเทศ
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
ชูแผนลงทุนภาครัฐ 5 ปี ควบคู่ดึงทุนต่างชาติและลดพึ่งพานำเข้า คาดดันเศรษฐกิจโตสูงสุด 4.2% ในปี 2574 เตือนจับตาดุลต่างประเทศ พร้อมยอมรับหนี้สาธารณะอาจเกิน 70% ของ GDP ชั่วคราว
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ดร.กิตติ ลิ่มสกุล นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “ทางออกจากภาวะเติบโตต่ำและเส้นทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย พ.ศ. 2570–2579” โดยเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจจากการแจกเงินไปสู่การสร้างงานที่มีผลิตภาพ ควบคู่กับการเร่งลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ดร.กิตตินำเสนอในโอกาสการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยใช้แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคที่ประมาณค่าจากข้อมูลทางการย้อนหลังระหว่างปี 2533–2568 เพื่อวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำต่อเนื่อง ตลอดจนประเมินผลกระทบด้านการลงทุน หนี้สาธารณะ รายได้ครัวเรือน และเสถียรภาพภายนอกประเทศ
เศรษฐกิจไทยโตต่ำจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
ดร.กิตติระบุว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะหดตัว แต่กำลังเผชิญกับการเติบโตต่ำเรื้อรัง โดยขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2 ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2565 ลดลงจากร้อยละ 3.5 ในช่วงปี 2553–2562 และมากกว่าร้อยละ 5 ก่อนปี 2551
สาเหตุสำคัญมาจากสองปัจจัย ได้แก่ การเติบโตของผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity: TFP) ที่ลดลงจากร้อยละ 2.2 ต่อปี เหลือร้อยละ 1.4 ในช่วงปี 2565–2568 และความสามารถในการขยายตลาดส่งออกที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับการค้าโลก
ขณะเดียวกัน โครงสร้างการผลิตและการใช้จ่ายของไทยยังพึ่งพาสินค้านำเข้าในระดับสูง ทำให้เงินที่ภาครัฐอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจส่วนหนึ่งไหลออกไปยังต่างประเทศ ส่งผลให้มาตรการกระตุ้นการบริโภคทั่วไปไม่สามารถสร้างผลผลิตและรายได้ภายในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
รายงานจึงเสนอว่า การแก้ปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มกำลังซื้อระยะสั้น แต่ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนสร้างงานที่มีคุณภาพและเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ
เสนอเปลี่ยนงบแจกเงิน 47,000 ล้านบาท สู่โครงการจ้างงาน
สำหรับมาตรการระยะสั้น ดร.กิตติเสนอให้ปรับงบประมาณเงินโอนแบบร่วมจ่ายประมาณ 47,000 ล้านบาทต่อปี มาเป็นโครงการจ้างงานภาครัฐในเขตเมืองและชนบทสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณเมื่อเทียบกับมาตรการเดิม
โครงการดังกล่าวกำหนดค่าจ้างวันละ 372 บาท ทำงานคนละ 120 วันต่อปี คิดเป็นรายได้ประมาณ 44,600 บาทต่อคนต่อปี และรองรับผู้เข้าร่วมได้ประมาณ 800,000 คน หรือเทียบเท่าการจ้างงานเต็มเวลาสุทธิประมาณ 320,000 ตำแหน่ง
งานที่ดำเนินการควรเป็นงานที่สร้างประโยชน์แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก การปรับปรุงถนนในชุมชน และการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้เงินงบประมาณหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมเพิ่มรายได้ให้ประชาชนโดยตรง
ผลการศึกษาประเมินว่า เงินงบประมาณ 1 บาทที่ใช้กับการจ้างงานภาครัฐสามารถสร้าง GDP ได้ประมาณ 0.9 บาทในปีแรก และประมาณ 1.3 บาทในบางช่วงของการประเมิน เทียบกับมาตรการเงินโอนที่สร้าง GDP ได้ประมาณ 0.3 บาทในปีแรก
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของโครงการขึ้นอยู่กับคุณภาพของงาน การบริหารจัดการ และความสามารถในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการจ่ายค่าจ้างเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายเท่านั้น
เร่งลงทุน 5 ปี ปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
ในระยะปานกลางระหว่างปี 2570–2579 รายงานเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนภาครัฐด้านอุปทานในช่วง 5 ปีแรก หรือปี 2570–2574 จากนั้นทยอยลดระดับการลงทุนส่วนเพิ่มลง โดยไม่สร้างภาระรายจ่ายลงทุนในระดับสูงอย่างถาวร
สาขาการลงทุนที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล และเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) โดยเฉพาะการนำข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาใช้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
นอกจากนี้ รัฐบาลควรลดรายจ่ายประจำลงประมาณร้อยละ 5–7 ภายใน 5 ปี ด้วยมาตรการไม่รับบุคลากรทดแทนผู้เกษียณอายุในบางตำแหน่งตามความเหมาะสม เพื่อเปิดพื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนที่สร้างกำลังการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกิจการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมกำหนดเงื่อนไขส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มประโยชน์ที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทย
คาดเศรษฐกิจโตได้ 2.9–4.2% หากดำเนินการตามแผน
ผลการจำลองเศรษฐกิจนำเสนอแนวทางพัฒนาประเทศ 2 ฉากทัศน์ โดยฉากทัศน์ที่ 1 ใช้แผนการลงทุนในระดับที่ระมัดระวังมากกว่า ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 เป็นแนวทางที่เร่งการลงทุนและคาดหวังผลการเติบโตสูงกว่า
ในฉากทัศน์ที่ 1 เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวร้อยละ 2.9 ในปี 2574 และร้อยละ 2.3 ในปี 2579 ขณะที่ฉากทัศน์ที่ 2 คาดว่าจะเติบโตได้ร้อยละ 4.2 ในปี 2574 และร้อยละ 3.0 ในปี 2579 เทียบกับกรณีฐานที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.7 ในปี 2574
สำหรับรายได้ครัวเรือนในปี 2579 คาดว่าจะสูงกว่ากรณีฐานร้อยละ 6.5 ในฉากทัศน์ที่ 1 และร้อยละ 14 ในฉากทัศน์ที่ 2 หรือคิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 บาท และ 21,700 บาทต่อคนต่อปี ตามลำดับ เมื่อคำนวณด้วยราคาปี 2567
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากแบบจำลองภายใต้ข้อสมมติด้านการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ การลดสัดส่วนการนำเข้า และการลงทุนจากต่างประเทศ จึงไม่ใช่การรับประกันว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ตามเป้าหมายโดยอัตโนมัติ
.png)
เตือนหนี้สาธารณะเกิน 70% ชั่วคราว แต่ต้องมีแผนลดหนี้ชัดเจน
รายงานประเมินว่า การเร่งลงทุนภาครัฐอาจทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเกินร้อยละ 70 ในช่วงหลายปีแรก ก่อนจะทยอยลดลงเมื่อการลงทุนส่วนเพิ่มลดระดับลง ขณะที่ผลผลิตและรายได้ภาษีขยายตัวสูงขึ้น
ภายใต้ฉากทัศน์ที่ 1 หนี้สาธารณะต่อ GDP คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70.7 ในปี 2574 และลดลงเหลือร้อยละ 67.1 ในปี 2579 ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 หนี้สาธารณะอาจอยู่ที่ประมาณร้อยละ 72.2 ในปี 2574 ก่อนลดลงเหลือร้อยละ 65.7 ในปี 2579 ตามข้อสมมติของแบบจำลอง
แต่หากรัฐบาลไม่สามารถลดสัดส่วนการนำเข้าได้ หรือยังคงระดับการลงทุนสูงต่อเนื่องหลังปี 2574 หนี้สาธารณะอาจไม่ลดลงตามเป้าหมาย โดยในบางกรณีอาจสูงถึงร้อยละ 72–78 ของ GDP ในปี 2579
ดร.กิตติจึงเสนอให้รัฐบาลกำหนดแผนการคลังระยะกลางที่ชัดเจน เปิดเผยเส้นทางการเพิ่มขึ้นและลดลงของหนี้สาธารณะ พร้อมกำหนดเงื่อนไขชะลอการลงทุนหากดุลบัญชีเดินสะพัดและสถานะการเงินระหว่างประเทศมีความเสี่ยงสูงขึ้น
ชี้ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ดุลต่างประเทศ ไม่ใช่ตัวเลขหนี้เพียงอย่างเดียว
ประเด็นที่รายงานเน้นย้ำคือ ความเสี่ยงสำคัญของแผนลงทุนไม่ได้อยู่ที่ระดับหนี้สาธารณะเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถของประเทศในการรักษาเสถียรภาพด้านการค้าและการชำระเงินระหว่างประเทศ
การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากต่างประเทศขยายตัวตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่การลงทุนอยู่ในระดับสูงสุด รายงานประเมินว่าดุลการค้าอาจแย่ลงเมื่อเทียบกับกรณีฐานประมาณร้อยละ 4.6 ของ GDP ในฉากทัศน์ที่ 1 และร้อยละ 9.0 ในฉากทัศน์ที่ 2
ดังนั้น การดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเพิ่มผลิตภาพต่อคน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนสร้างผลตอบแทนแก่เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน
รายงานยังชี้ว่า แผนลงทุนทั้งสองฉากทัศน์ต้องการแรงงานเพิ่มประมาณ 1.1–2.0 ล้านคนภายในช่วงเวลาที่ประเมิน การขาดแคลนแรงงานจึงเป็นอีกข้อจำกัดที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ทั้งผ่านการพัฒนาทักษะแรงงานไทย การปรับระบบรองรับแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
เส้นทางสู่ประเทศรายได้สูงต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษ
สำหรับเป้าหมายการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง รายงานระบุว่า รายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยอยู่ที่ประมาณ 7,690 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เกณฑ์ประเทศรายได้สูงของธนาคารโลกที่ใช้ในการศึกษานี้อยู่ที่ 14,375 ดอลลาร์สหรัฐ
ภายใต้กรณีฐาน ไทยอาจใช้เวลาถึงปี 2603 จึงจะผ่านเกณฑ์ดังกล่าว ส่วนฉากทัศน์ที่ 1 คาดว่าจะถึงเป้าหมายประมาณปี 2594 และฉากทัศน์ที่ 2 ประมาณปี 2588 ซึ่งหมายถึงการย่นระยะเวลาได้ประมาณ 9–15 ปี
อย่างไรก็ตาม การไปถึงเป้าหมายดังกล่าวยังต้องอาศัยการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มผลิตภาพ การปรับโครงสร้างการผลิต และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังและต่างประเทศ ไม่ใช่ผลจากการลงทุนระยะสั้นเพียงครั้งเดียว
เสนอรัฐบาลเลือกเส้นทางลงทุนที่สอดคล้องกับความสามารถของประเทศ
ดร.กิตติสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ้างงานแทนการแจกเงิน เร่งลงทุนในสาขาที่เพิ่มกำลังการผลิต ลดรายจ่ายประจำที่ไม่จำเป็น และดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง
พร้อมเสนอให้เลือกฉากทัศน์ที่ 1 เป็นแนวทางหลัก เนื่องจากมีความระมัดระวังด้านเสถียรภาพภายนอกมากกว่า ขณะที่ฉากทัศน์ที่ 2 ควรดำเนินการต่อเมื่อมีข้อผูกพันด้านการลงทุนจากต่างประเทศรองรับอย่างเพียงพอ
ดร.กิตติกล่าวว่า “ไทยกู้เพื่อลงทุนได้ หากเป็นการลงทุนที่มีกำหนดสิ้นสุดและสร้างกำลังการผลิตจริง สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือดุลต่างประเทศ ไม่ใช่ตัวเลขหนี้เพียงอย่างเดียว และแม้ทำได้ตามแผน ไทยยังต้องใช้เวลาอีกประมาณยี่สิบปีจึงจะเป็นประเทศรายได้สูง”
ทั้งนี้ รายงานย้ำว่า ตัวเลขคาดการณ์ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อสมมติหลายประการ โดยเฉพาะความสามารถในการลดการพึ่งพาการนำเข้า การเพิ่มผลิตภาพ และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับขนาดการลงทุนให้สอดคล้องกับฐานะการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำเกิดผลในระยะยาวอย่างแท้จริง
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- “ดร.กิตติ” เสนอทางออกเศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง เปลี่ยนแจกเงินเป็นจ้างงาน เร่งลงทุนปรับโครงสร้างประเทศ 14 ต.ค. 2569
- ศปสธ. ยื่นกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา ขอสอบปมพัดลมระบายอากาศอุโมงค์รถไฟ หวั่นกระทบความปลอดภัยประชาชน 14 ต.ค. 2569
- ผู้ว่าฯ กระบี่ นำทัพเปิดงานประเพณีถือศีลกินเจ ประจำปี 2569 ยิ่งใหญ่ครบรอบปีที่ 20 ผนึกกำลัง 87 ศาลเจ้าจัดขบวนแห่รอบเมืองกระหึ่ม 14 ต.ค. 2569
- "ยศชนัน" ดีลสำเร็จ! จีบเนเธอร์แลนด์-NXP มาลงทุนเพิ่มในไทย ขับเคลื่อน 'Siam Silica' ถ่ายทอดเทคโนโลยีปั้นสมองคนไทย ยกระดับอุตสาหกรรมชาติสู่ฐานผลิตชิปมูลค่าสูง ดันไทยฮุบตำแหน่งฮับนวัตกรรมอาเซียน 14 ต.ค. 2569
- 5 ข่าวเด่นในประเทศไทย เช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2569 14 ต.ค. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
นายกสมาคมการบินนภารักษ์ เผยสื่อทั่วโลกรายงาน "ทรงเป็นพระราชินีพระองค์แรกที่ทรงบินเครื่องบินขับไล่" น้อมถวายความชื่นชม "พระราชินี" ทรงบินเดี่ยว JAS 39C Gripen 20:09 น.- “มท.3 เจเศรษฐ์” ส่งเรือท้องแบนช่วยบางน้ำเปรี้ยว พร้อมระดมรถขนขยะฟื้นฟูเคหะร่มเกล้า 19:12 น.
- “พีระพันธุ์” นำทีม รทสช. ลุยฟื้นฟูกรุงเทพฯ ตะวันออก ชาวบ้านสะท้อนน้ำมันแพง-ของแพงซ้ำเติมวิกฤต พบหลายจุดยังไร้เยียวยา ชี้น้ำลดแต่ความเดือดร้อนยังไม่ลดตาม 19:10 น.
- "อนุทิน" ประชุมร่วมผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เตรียมรับมืออุทกภัยจากฝนตกหนัก ย้ำต้องช่วยให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยในชีวิต อยู่ในที่ปัจจัย 4 ครบถ้วน พร้อมกำชับสื่อสารด้วยภาษาเข้าใจง่าย ฟังแล้วสามารถปฏิบัติตามได้ทันที 17:55 น.
- “สุริยะ”เตรียมเสนอแผนทุ่มงบกว่า 8,000 ล้านบาทจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวและเครื่องจักรกลการเกษตรพลังงานไฟฟ้ากว่า 500 คัน ลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร 17:52 น.



