วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 06:01 น.

อสังหา

‘มาสเตอร์แปลน’ส่งแบบบ้าน “Gold Series” ดีไซน์ระดับโลกเจาะตลาดเศรษฐี มั่นใจดันยอดขายปีนี้โต 25%

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.57 น.

‘มาสเตอร์แปลน’ส่งแบบบ้าน “Gold Series” ดีไซน์ระดับโลกเจาะตลาดเศรษฐี มั่นใจดันยอดขายปีนี้โต 25%

‘มาสเตอร์ แปลน 101’ ยอมรับผลงานปี 68 ภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจชะลอ ส่งผลให้ยอดขายหลุดเป้าอยู่ที่ 675 ล้านบาท ด้าน ‘อนันตกร อมรวาที’ ประกาศสู้ปีม้าทอง เปิดตัว “มิติใหม่ในการบริการ” ภายใต้คอนเซปต์ “THE MASTER HOME BUILDER” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคงสูงสุดด้วยพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) บ้านหรูขนาดใหญ่ ในมือมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท พร้อมประกาศใช้สโลแกนใหม่ “ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู” เตรียมส่งแบบบ้าน “Gold Series” ดีไซน์ระดับโลก เจาะตลาดเศรษฐี มั่นใจดันยอดขายปี 69 เติบโต 25%

 

 

นายอนันต์กร อมรวาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทายและปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในวงกว้าง บริษัทฯ ยังคงสามารถบริหารจัดการธุรกิจให้ดำเนินไปได้อย่างมั่นคง โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สร้างยอดขายได้สูงถึง 900 ล้านบาท และแม้ในปี 2568 ภาพรวมของภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ส่งผลให้ยอดขายปรับตัวมาอยู่ที่ 675 ล้านบาท แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของลูกค้ากลุ่ม Real Demand ที่มีต่อแบรนด์อย่างเหนียวแน่น

 

 

สำหรับทิศทางในปี 2569 บริษัทฯ มั่นใจว่าจะกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง โดยวางเป้ายอดขายไว้ที่ 843 ล้านบาท หรือ เติบโตขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือสถานะทางการเงินที่มั่นคงสูงสุด ด้วยมูลค่าพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) บ้านหรูขนาดใหญ่ในมือสูงถึง 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงานต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปี ตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมในการการันตีส่งมอบบ้านสวยและมีคุณภาพให้กับลูกค้าทุกหลังอย่างแน่นอน ตัดความกังวลเรื่องความเสี่ยงให้เป็นศูนย์ (Zero Risk) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าการได้สร้างบ้านหรูกับบริษัทฯ คือความคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด

อย่างไรก็ตามจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบต่อตลาดบ้านหรูในไทยอย่างรุนแรงและชัดเจนกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากการการหดตัวอย่างหนักของตลาดบ้านหรู โดยเฉพาะตลาดรับสร้างบ้านหรูที่มีมูลค่า 20 ล้านบาทขึ้นไป หดตัวลงถึง 35% ซึ่งถือว่าเป็นการลดลงที่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับภาพรวมของตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศที่หดตัวลง 11%,

โดยมีสาเหตุหลักคือ "ความไม่เชื่อมั่น" แม้กลุ่มลูกค้าบ้านหรูจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มีเงิน และมีที่ดินพร้อมอยู่แล้ว แต่ผลกระทบจากเศรษฐกิจทั้งภายนอกและภายในประเทศ (เช่น GDP ที่ต่ำกว่า 2.5% และหนี้ครัวเรือนสูง) ทำให้ลูกค้าขาดความมั่นใจ, ลูกค้าจึงเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจและเก็บเงินไว้ก่อน เพื่อรอจังหวะที่เศรษฐกิจหรือธุรกิจของตนเองดีขึ้นจึงค่อยนำเงินออกมาใช้

“ผลกระทบต่อจากเศรษฐกิจ ซึ่งบริษัทเองก็ได้รับผลกระทบ โดยยอดขายลดลงจาก 900 ล้านบาท เหลือ 675 ล้านบาท หรือลดลง 25% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังถือว่าดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ลดลงถึง 35% เนื่องจากความเชื่อมั่นในแบรนด์และประสบการณ์ของบริษัท”นายอนันต์กร กล่าว

 

 

สำหรับแนวโน้มในอนาคต มองว่าภาวะเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่หนักหน่วง โดยคาดการณ์ว่า GDP อาจลดลงจาก 2.5% เหลือเพียง 1.5% แต่ในวิกฤตนี้ก็ถูกมองว่าเป็น "โอกาสทอง" ของผู้บริโภค เนื่องจากราคาก่อสร้างยังคงเป็นราคาเดิม หากเศรษฐกิจฟื้นตัว ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก 5-10% ดังนั้นตลาดบ้านหรูไม่ได้ "อยู่เหนือวิกฤต" อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่กลับได้รับผลกระทบในเชิงจิตวิทยาและความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง จนทำให้ตัวเลขการเติบโตติดลบมากกว่าตลาดระดับกลางและระดับล่างในบางเซกเมนต์

อย่างไรก็ตามในปี 2569 บริษัทมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่ 25% จากยอดขาย 675 ล้านบาท สู่ 843 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 ปัจจัยและแนวทางหลักที่สำคัญ  1. การบริหารจัดการฐานข้อมูลลูกค้า บริษัทมีฐานข้อมูลลูกค้าในมือ มากกว่า 300 รายชื่อ ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างรวมกว่า 3,000 ล้านบาท โดยบริษัทได้ทำการคัดกรองกลุ่มที่มีแนวโน้มจะตัดสินใจสร้างบ้านในปีหน้าออกมาได้มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งตลาดต่างจังหวัดถือเป็นกลุ่มสำคัญที่เคยสร้างยอดขายหลักร้อยล้านบาทต่อหลังมาแล้ว

2. การตลาดเชิงรุกทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยบริษัททุ่มงบประมาณการตลาดเกือบ 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการรุกตลาดออนไลน์ บริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง เน้นการรีวิวบ้านและบทสัมภาษณ์ความประทับใจของลูกค้าใหม่เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ทางด้าน ออฟไลน์ ได้มีจัดกิจกรรมและออกอีเวนต์ใหญ่ปีละ 9-10 ครั้ง เช่น งานรับสร้างบ้าน งานบ้านและสวน และงานสถาปนิก รวมถึงการจัดกิจกรรมที่โชว์รูมของตนเอง

3. การใช้ "โอกาสทอง" กระตุ้นการตัดสินใจ: บริษัทใช้กลยุทธ์สื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่สุดในการสร้างบ้าน เพราะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ผู้บริโภคยังสามารถสร้างบ้านได้ใน "ราคาเดิม" หากรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นอีก 5-10% การสร้างตอนนี้จึงคุ้มค่าที่สุด

และ 4. การตอกย้ำความเชื่อมั่นและความมั่นคงทางการเงิน: บริษัทชูจุดแข็งเรื่อง "Zero Risk" โดยมีพอร์ตโฟลิโองานในมือ มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งรองรับรายได้ต่อเนื่องไปอีก 2 ปี สิ่งนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ากลุ่ม Luxury ว่าบริษัทมีความมั่นคง สามารถส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพได้แน่นอน แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน นอกจากปัจจัยภายในแล้ว บริษัทยังมีความเชื่อมั่นต่อปัจจัยภายนอกอย่าง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งคาดหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้