วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 23:43 น.

อสังหา

BAM เดินหน้า ‘โรงพยาบาลแก้หนี้’ ช่วยลูกหนี้ตั้งต้นชีวิตใหม่ ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.20 น.

BAM เดินหน้า ‘โรงพยาบาลแก้หนี้’ ช่วยลูกหนี้ตั้งต้นชีวิตใหม่ ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ

BAM เดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” เปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรน พร้อมยกระดับบทบาทจากผู้บริหารสินทรัพย์สู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” มุ่งให้คำปรึกษา วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM  กล่าวถึงโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้ ” ว่าจะช่วยให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรน พร้อมยกระดับบทบาทจากผู้บริหารสินทรัพย์สู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” ผ่านการให้คำปรึกษา ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้ลูกหนี้รายใหม่เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้นยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการบริหารทรัพย์สินรอการขาย(เอ็นพีเอ) ครั้งใหญ่ เพื่อสนับสนุนในเรื่องของการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในทุกๆไตรมาส ลดการพึ่งพาการขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ และวางเป้าหมายที่จะลดต้นทุนทางการเงินจากในไตรมาสแรกอยู่ที่ 3.26% กดให้เหลือต่ำกว่า 3 % ภายในปีนี้  

สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน มียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี

ทั้งนี้ BAM กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่ กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย และ กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนรายเดือน ดอกเบี้ย 0% ในช่วง 3 ปีแรก และผ่อนชำระจบภายใน 10 ปี

“เป้าหมายสูงสุดของการทรานฟอร์มครั้งนี้ คือ สร้างการเติบโตที่สะท้อนผ่านตัวเลขทางการเงิน โดยเฉพาะการเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น  และ ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ ผ่านการบริหารที่เน้นมูลค่า รวมถึงการลดภาระการตั้งสำรอง ที่คาดว่าจะลดลงจาก 2,100 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา สำรองเพียง 1,500 ล้านบาทในปีนี้ สิ่งเหล่านี้ จะหนุนผลประกอบการให้เติบโตโดดเด่นในอนาคต”

 ในเรื่องของผลประกอบการในไตรมาส 2 คาดว่าผลเรียกเก็บจะอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 3,026 ล้านบาท และคาดว่าในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ คาดว่าจะอยู่ระดับ 4,000-5,000 ล้านบาท จึงมั่นใจผลักดันให้ผลเรียกเก็บทั้งปีจะอยู่ที่ 18,000 ล้านบาท แบ่งเป็น NPL ประมาณ 10,500 ล้านบาท และ เอ็นพีเอประมาณ 7,400 ล้านบาท รวมถึงมั่นใจในเรื่องสร้างผลกำไรสุทธิปีนี้ สร้างผลงานได้ระดับ 2,000 ล้านบาท 

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 BAM สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 3,026 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิกว่า 217 ล้านบาท และความสำเร็จผ่านกลยุทธ์ในการแก้ไขหนี้ ส่งผลดีให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนลดลง จากเดิมที่เคยสูงกว่า 2.7 เท่า เหลือ 1.96 วางเป้าทั้งปีไม่เกิน 2 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในธุรกิจ AMC จากหนี้ก้อนโตเกือบ 90,000 ล้านบาท ลดลงเหลือประมาณ 70,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลดต้นทุนการกู้ยืมจาก 3.26% โดยตั้งเป้าลดลงสู่ระดับ 3% ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ผ่านแนวทางดำเนินธุรกิจใหม่ ที่เน้นก่อหนี้ให้น้อยลง และใช้สภาพคล่องของบริษัทในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ D/Eไปสู่เป้าหมายไม่เกิน 2 เท่าในระยะต่อไป 

“หากเราบอกลูกหนี้ให้ลดหนี้ ใช้สภาพคล่องอย่างระมัดระวัง ตัวเราเองก็ต้องเป็นตัวอย่างด้วย วันนี้ BAM ยังเป็นคนเดิม แต่ลงรายละเอียดมากขึ้น จากเดิมที่เน้นขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ ก็เริ่มขยับมาสู่ทรัพย์ชิ้นกลางและชิ้นเล็กมากขึ้น กำไรอาจเท่าเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือการช่วยคนได้มากขึ้น ”ดร.รักษ์ กล่าว

สำหรับแผนการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร ปัจจุบันการร่วมทุนกับ ธนาคารออมสิน สามารถทำกำไรในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แล้ว 64 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะทำกำไรได้ราว 200 ล้านบาท ส่วนความร่วมมือกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทำกำไรได้ 15 ล้านบาทในไตรมาสแรก และอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรใหม่เพิ่มเติมอีก 4 ราย

แม้ภาวะเศรษฐกิจยังมีความผันผวน BAM ยังคงเป้าหมายผลเรียกเก็บทั้งปีไว้ที่ 17,900 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์สร้างกระแสเงินสดจากการปรับโครงสร้างหนี้ การผลักดันโครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงที่อยู่อาศัยมากขึ้น รวมถึงการขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลยุทธ์ “3 ฟันเฟือง” ได้แก่ การบริหาร NPL และ NPA อย่างเข้มข้น การลงทุนในระบบและ e-Marketplace และการพัฒนาบุคลากรแบบ Hybrid Talent เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร