วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569 01:41 น.

ประชาสัมพันธ์

“สุชาติ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทส. นำประชุมศูนย์ปฏิบัติการไฟป่า 14 กลุ่มป่า

วันจันทร์ ที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

“สุชาติ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทส. นำประชุมศูนย์ปฏิบัติการไฟป่า 14 กลุ่มป่า

ย้ำทำงานเชิงรุก–ไร้รอยต่อ สั่งยกระดับมาตรการรับมือไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ทั่วประเทศ

 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่า และหมอกควัน ในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า ณ ห้องประชุมชั้น 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบ VDO Conference โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย คณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงฯ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 พร้อมกำหนดแนวทางบูรณาการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในปัจจุบัน รวมถึงการคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ในระยะต่อไป พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงความคืบหน้าการบูรณาการปฏิบัติการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่นอกจากนี้ ยังมีการรายงานภาพรวมสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ 14 กลุ่มป่าทั่วประเทศ เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนการปฏิบัติการควบคุมไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้หัวหน้ากลุ่มป่าในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรง รายงานสถานการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มป่ารอบเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มป่าแม่ยม จังหวัดแพร่ พะเยา และลำปาง กลุ่มป่าถ้ำผาไท จังหวัดลำปาง กลุ่มป่าเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง และกลุ่มป่าตอนใต้จังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก พร้อมกันนี้ ยังได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานในพื้นที่ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายสภาลมหายใจ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

โอกาสนี้ นายสุชาติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทส. ได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและเสียสละ พร้อมย้ำว่าปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน ทรัพยากรป่าไม้ และเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญสูงสุด โดยในปีนี้ได้ปรับแนวทางการทำงานให้เน้นการป้องกันเชิงรุกมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จากการดำเนินงานร่วมกันที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์มีสัญญาณที่ดี โดยจุดความร้อนลดลงร้อยละ 65 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จากสภาพอากาศที่แห้งแล้งมากกว่าปีที่ผ่านมา จำเป็นต้องยกระดับมาตรการให้เข้มข้นและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายสุชาติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทส. ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานภายใต้หลัก “รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” พร้อมคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า โดยเน้นย้ำ 4 แนวทางสำคัญ ในการดำเนินงานในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า ได้แก่

1. ขับเคลื่อนโมเดล “14 กลุ่มป่า” ทำงานแบบไร้รอยต่อ โดยให้บริหารจัดการไฟป่าโดยไม่ยึดติดเส้นเขตความรับผิดชอบ เชื่อมการทำงานระหว่างป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่เกษตรให้เป็นพื้นที่เดียวกันในการจัดการ พร้อมปรับปรุงแผนเผชิญเหตุและแผนปฏิบัติการของทั้ง 14 กลุ่มป่าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลางการบูรณาการในพื้นที่
2. ผนึกกำลังชุมชน ตั้งจุดเฝ้าระวัง 3,895 จุดทั่วประเทศ โดยให้ระดมกำลังชุดปฏิบัติการ ลาดตระเวน จุดตรวจ และจุดสกัดตามยุทธการ “ตรึงพื้นที่” พร้อมสื่อสารเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะการรณรงค์แบบเคาะประตูบ้าน เพื่อลดการเผาซ้ำซาก
3. ปฏิบัติการทางอากาศ เข้าถึงเร็ว ดับให้ไว โดยเมื่อเกิดไฟต้องเข้าถึงพื้นที่ให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ขยายวง โดยขอให้สนับสนุนอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่วิกฤตตามความจำเป็น พร้อมทั้งจัดหาโดรนที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ เพื่อเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ยึดหลัก “เข้าถึงเร็ว ดับให้ไว คุมไม่ให้ลุกลาม” พร้อมคำนึงถึงความปลอดภัยของกำลังพลเป็นสำคัญ
4. War Room 24 ชั่วโมง ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยให้เดินหน้าศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมโยงศูนย์สั่งการทุกระดับกับจังหวัด และบูรณาการการทำงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่จงใจเผาป่าโดยไม่มีข้อยกเว้น