วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569 19:31 น.

สังคม-สตรี

ผ่าตัดหัวใจ คืออะไร? รู้จักวิธีรักษาหัวใจที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.49 น.

ผ่าตัดหัวใจ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว! วิธีรักษาหัวใจให้กลับมาแข็งแรง

 

การ “ผ่าตัดหัวใจ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด เพราะจากสถิติข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2568 เปิดเผยว่า คนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 2.6 แสนคน อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี นั่นหมายความว่า ใครมีปัจจัยเสี่ยงก็เป็นโรคนี้ได้ไม่ยาก และยังมีโอกาสพัฒนาความรุนแรงได้อีกด้วย

ดังนั้น การผ่าตัดหัวใจจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยรักษาให้หายป่วยจากโรคหัวใจได้อย่างตรงจุด ยิ่งได้เข้าใจถึงวิธีการรักษามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยลดความกังวลได้มากขึ้น บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักถึงข้อบ่งชี้ ประเภทการผ่าตัด และแนวทางดูแลหลังผ่าตัดหัวใจกัน


ผ่าตัดหัวใจ คืออะไร?

การผ่าตัดหัวใจ หรือ Heart Surgery คือ กระบวนการรักษาทางศัลยกรรมที่ดำเนินการกับระบบหัวใจ เพื่อแก้ไขความผิดปกติที่มีผลกระทบต่อหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease: CAD) และภาวะผนังหัวใจรั่ว (Septal Defect) รวมถึงช่วยฟื้นฟูระบบไหลเวียนโลหิตให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก และป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดหัวใจมักใช้กับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ไม่สามารถรักษาด้วยยา หรือวิธีอื่นที่ให้ผลลัพธ์น้อย ซึ่งมีตั้งแต่การซ่อมแซมเปลี่ยนลิ้นหัวใจ การแก้โครงสร้างหัวใจพิการแต่กำเนิด รวมไปถึงการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) ซึ่งคือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ


ข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องผ่าตัดหัวใจ 

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดหัวใจ แพทย์จะทำการประเมินการรักษาจากอาการความรุนแรงของโรค และผลการตรวจวินิจฉัย เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) ตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง (Ultrasound Echocardiogram) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography: CT) หรือการสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) เพื่อออกแบบการผ่าตัดหัวใจที่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่สุด

โดยข้อบ่งชี้สำคัญที่ครอบคลุมกับภาวะต่าง ๆ ในระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (CAD) มักเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นหรือหลายเส้น และซึ่งต้องวินิจฉัยต่อว่าจะรักษายังไง เพื่อลดความเสี่ยงภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน เพราะไม่สามารถรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจได้แล้ว
  • ภาวะลิ้นหัวใจ (Valvular Disease) มีภาวะลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ ทำให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ หรือมีการติดเชื้อรุนแรงจนทำให้ลิ้นหัวใจชำรุด เสี่ยงเป็นภาวะหัวใจล้มเหลว
  • โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Disease) โครงสร้างหัวใจผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เช่น ผนังหัวใจรั่ว ทำให้ความดันปอดสูง หัวใจทำงานหนักเกินไป
  •  โรคหลอดเลือดใหญ่ (Aortic Disease) หลอดเลือดแดงใหญ่พองตัวโป่งรุนแรงหรือฉีดขาด ต้องรีบทำการผ่าตัดหัวใจทันที 
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง เพราะหัวใจบีบตัวได้น้อยมากหรือไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เลย จำเป็นต้องรับการผ่าตัดหัวใจเพื่อใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจหรือการปลูกถ่ายหัวใจในกรณีสุดท้าย

ผ่าตัดหัวใจ มีกี่วิธี และแตกต่างกันอย่างไร

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์และเทคนิคด้านศัลยกรรมหัวใจ ทำให้มีวิธีการผ่าตัดหัวใจที่หลากหลายมากขึ้น โดยแพทย์เฉพาะทางจะทำการประเมินชนิดของโรค ความรุนแรง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย เพื่อเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุด 

โดยมีวิธีผ่าตัดที่ใช้ในการรักษาโรคหัวใจ ดังต่อไปนี้

  1. การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) คือ การนำเส้นเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หลอดเลือดดำที่ขา หรือหลอดเลือดแดงที่หน้าอก มาต่อเบี่ยงทางการไหลเวียนเลือดผ่านตำแหน่งที่ตีบ ถือเป็นวิธีมาตรฐานในผู้ป่วยหลอดเลือดตีบหลายเส้น
  2. การผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (Valve Repair หรือ Valve Replacement) ใช้รักษาภาวะลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วรุนแรง โดยใช้ลิ้นหัวใจเทียมเปลี่ยนแทนลิ้นหัวใจเดิมที่เสียหาย
  3. การผ่าตัดหัวใจแบบเปิด (Open Heart Surgery) ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีอาการซับซ้อนหลายอย่างพร้อมกัน โดยเปิดกระดูกหน้าอกเพื่อเข้าถึงหัวใจโดยตรง และใช้เครื่องหัวใจกับปอดเทียมช่วยทำงานระหว่างผ่าตัดด้วย
  4. การผ่าตัดหัวใจแบบส่องกล้อง (Thoracoscopic Surgery) เป็นวิธีที่สร้างบาดแผลและเสียเลือดน้อย โดยใช้กล้องและเครื่องมือพิเศษผ่าตัดผ่านช่องซี่โครงด้วยแผลขนาด 4-5 ซม. เท่านั้น
  5. การผ่าตัดหัวใจแบบปิด (Closed Heart Surgery) ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะผิดปกตินอกห้องหัวใจ โดยไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น

ดูแลร่างกายก่อน - หลังผ่าตัดหัวใจให้ถูกวิธี ทำอย่างไร?

เมื่อรู้ว่าผู้ป่วยจะต้องรับการผ่าตัดหัวใจ มักมีความกังวลอยู่เสมอว่า ผ่าตัดหัวใจต้องพักฟื้นกี่วัน? แผลผ่าตัดหัวใจกี่วันหาย? ผ่าตัดหัวใจแล้วมีโอกาสรอดแค่ไหน และหลังผ่าตัดหัวใจแล้วห้ามกินอะไร? ดังนั้น การดูแลร่างกายก่อน-หลังผ่าตัดหัวใจจึงสำคัญมาก เพราะมีผลต่อการฟื้นตัวของร่างกาย รวมถึงผลลัพธ์จากการผ่าตัดด้วยเช่นกัน

การดูแลตัวเองก่อนผ่าตัดหัวใจ

  • งดสูบบุหรี่และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ประเมินร่างกายโดยละเอียด เช่น ตรวจเลือด เอกซเรย์ทรวงอก และอัลตราซาวนด์หัวใจ
  • รับคำแนะนำด้านโภชนาการและการหยุดยาบางชนิดตามแพทย์สั่ง
  • ดูแลทำความสะอาดร่างกาย เพื่อลดการติดเชื้อ และให้แพทย์สังเกตสีผิวได้ชัดขึ้น
  • เตรียมความพร้อมด้านจิตใจ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สบาย

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดหัวใจ

  • เฝ้าระวังสัญญาณชีพในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)
  • กายภาพบำบัดหัวใจ (Cardiac Rehabilitation)
  • ดูแลแผลผ่าตัดอย่างถูกวิธี โดยทั่วไป แผลผ่าตัดหัวใจมักใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 4–6 สัปดาห์
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและคุมอาหาร เน้นกินผักและผลไม้เป็นหลัก
  • ออกกำลังกายเบา ๆ ตามแพทย์สั่ง สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • กินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและตรงเวลา
  • พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการความเครียดให้ผ่อนคลาย
  • ติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

ผ่าตัดหัวใจ ทางเลือกการรักษาที่ช่วยคืนคุณภาพชีวิต

ผ่าตัดหัวใจเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาโรคหัวใจระยะรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการทำบายพาส การซ่อมลิ้นหัวใจ หรือแก้ไขผนังหัวใจรั่ว โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการรักษา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการดูแลร่างกายก่อน-หลังผ่าตัดมีผลต่อผลลัพธ์ในการรักษาไม่น้อย ทั้งยังลดภาวะแทรกซ้อน และสนับสนุนการฟื้นตัวของหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การเลือกโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานเพื่อรับการรักษาศูนย์หัวใจก็สำคัญไม่แพ้กัน โรงพยาบาลวิภาวดีให้บริการผ่าตัดหัวใจโดยทีมศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกที่มีประสบการณ์ พร้อมห้องผ่าตัดมาตรฐาน เครื่องปอดและหัวใจเทียม และระบบดูแลผู้ป่วยวิกฤตครบวงจร รองรับทั้งการผ่าตัดบายพาส ลิ้นหัวใจ และโรคหัวใจซับซ้อน

  • Facebook: Vibhavadi Hospital
  • Line: @Vibhavadihospital
  • Email: custserv@vibhavadi.com
  • Tel: 02-561-1111 หรือ 02-581-1111


 

 

 

หน้าแรก » สังคม-สตรี

ข่าวในหมวดสังคม-สตรี