วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562 02:11 น.

อาชญากรรม » คอลัมน์

คนจร

ลบเหลี่ยมลูบคม : วันพฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562, 13.24 น.

ระวัง..!!! ฝุ่นตลบหลัง..

 
แซวกันค่อนข้างแรงสักนิดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่นควันตลบในเมืองกรุงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในช่วงนี้ เพราะเหล่าบรรดาตำรวจทั้งหลายวิ่งเต้นกันจนฝุ่นตลบนั่นเอง แต่คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นก็ต่อเมื่อคำสั่งแต่งตั้งเสร็จสิ้นและประกาศออกมาแล้วเพราะจะได้เลิกวิ่งเต้นแถมด้วยจะมีน้ำตามากลบฝุ่นได้....
 
ยังดีที่ ”บิ้กโจ๊ก” ไล่ตะเพิดพวกที่ไม่ทำงานทำการ คอยเสนอหน้าโดยไม่มีหน้าที่ ไม่เช่นนั้นฝุ่นในกรมคงฟุ้งมากกว่านี้เป็นแน่แท้ ใครจะค่อนขอดว่าสร้างภาพหรือกระไรก็ตามที แต่อย่างน้อยก็คงได้กระตุกต่อมสำนึกได้บ้างไม่มากก็น้อย ..งานนี้จเรตำรวจไม่คิดจะลองขยับรับลูกบ้างหรือไร ไม่ต้องออกไปไหนไกลให้เปลืองค่ารถค่ารา ลองจัดชุดตรวจสอบบรรดาตำรวจรอบๆ กรมปทุมวันที่นั่งเกะกะอยู่ตามร้านกาแฟชื่อดังแถวๆ นั้นว่าใครโดดงาน หนีงานมาป้วนเปี้ยนโดยไม่มีเหตุอันควรบ้าง ทำเหมือน ส.ห. ไล่จับทหารเกณฑ์หนีเที่ยวงานวัดนั่นแล ...คงสนุกพิลึก!!! แต่ระหว่างที่บรรดานายทั้งหลายวิ่งเต้นลูกน้องทั้งหลายยังคงต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างต่อเนื่องต่อไปแถมด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มร้อนขึ้นตามลำดับสู่โหมดของการเลือกตั้ง (ที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด) มีผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้ง สส.จากพรรคการเมืองต่างๆ หลากหลายพรรคเริ่มพุ่งเป้ามาเล่นงานตำรวจ ด้วยอาจคิดว่าการด่าตำรวจ เล่นงานตำรวจได้คงโดนใจประชาชน คะแนนเสียงคงเพิ่มขึ้น... ซึ่งก็สุดแท้จะคิดกัน ..มีถึงขั้นแพร่ภาพทางโซเชียลสดๆ กันในด่านตรวจของตำรวจกันเลยทีเดียว ดูๆ ไปก็คล้ายคณะของทั่นรัฐมนตรีมาตรวจงาน ทั้งที่ยังไม่ได้ลงสมัครเลยด้วยซ้ำ ภาพของการยืนเอามือไขว้หลัง ยิ้มเยาะมองตำรวจทำงาน ขึ้นเสียงไล่บี้ อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่บนถนนเป็นภาพที่อาจเป็นดาบที่สามารถย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเองก็เป็นไปได้ เพราะตำรวจทั้งประเทศมีสองแสนกว่านายบวกกับบรรดาญาติพี่น้องคงไม่ใช่คะแนนเสียงที่น้อยเสียทีเดียว... ไม่อยากให้ใครมีอคติกับการตั้งด่านตรวจของตำรวจให้มากนักเพราะมันยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างน้อยก็ช่วยในการป้องปรามการกระทำความผิดได้ การคาดคั้นถามถึงดุลยพินิจว่าจะเรียกรถคันใดตรวจนั้น คงไม่อาจได้คำตอบตรงๆ ดอกมันค่อนข้างที่จะบอกได้ยาก บางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับเซ้นส์ (SENSE) ที่มาจากประสบการณ์และการฝึกฝน ไม่ได้เป็นตำรวจเองก็คงบอกได้ยาก อีกทั้งการใช้ยุทธวิธีเต็มรูปแบบก็อาจดูน่ากลัวเกินไป หากหย่อนในยุทธวิธีแล้วมีเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็จะเกิดความสูญเสียและถูกด่าว่าได้อีก ความพอเหมาะพอดีจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากเสียสักหน่อย และการไล่บี้เอาเป็นเอาตายถึงอาสาตำรวจซึ่งก็คือบรรดาชาวบ้านธรรมดาที่มีจิตใจดีอยากช่วยงานราชการโดยไม่มีเงินเดือน เงินดาวน์เสมือนพวกเขากำลังทำเรื่องเลวร้าย ดูจะเป็นการหยามเกียรติและหมิ่นน้ำใจกันเกินไป ...ก็สุดแท้แต่ความคิดแค่ติงไว้ตามความรู้สึกเมื่อเห็นแล้วอึดอัด ไม่อยากให้สังคมต้องแบ่งแยกกันอีกแล้ว...
 
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั้นก็คือตัวตำรวจเองต้องแม่นในระเบียบและข้อกฎหมาย ผู้บังคับบัญชาต้องลงมาแก้ปัญหากับลูกน้อง ทิ้งอะไรก็ทิ้งได้แต่อย่าทิ้งลูกน้อง จึงจะนับได้ว่าเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี
                                                                                       
                                                                                    “คนจร”