วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 18:02 น.

กทม-สาธารณสุข

สสส.นำร่องปั้น 70 ชุมชนยกกำลังดียกระดับพัฒนาศักยภาพชุมชนเติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

สสส.จับมือ “กลุ่มบางกอกฮับ” ปั้นชุมชนยกกำลังดี หวังพัฒนาศักยภาพชุมชน เชื่อมร้อยเป็นเครือข่าย เดินหน้า 70 ชุมชนนำร่อง ร่วมกำหนดอนาคตของกรุงเทพให้เป็นเมืองที่ทุกคนมีที่ยืนมีคุณค่าและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ด้านแกนนำชุมชนวอน กทม.ให้ความสำคัญในมิติสุขภาพชุมชนให้เท่าเทียมแบบชุมชนในระบบ

เมื่อเร็วๆนี้ ที่บริเวณริมถนนคลองประปา ใต้ทางพิเศษประจิมรัถยา  มีการจัดงาน “Commune Can Do Face² : รวมเพื่อน เชื่อมคน ชุมชนยกกำลังดี” ตอน “(จำลอง)เมืองยกกำลังดี” สนับสนุนโดยสำนักสร้างสรรค์โอกาส (สำนัก 6) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. งานนี้มีเครือข่ายชุมชนเข้าร่วม  กว่า 70 ชุมชน มีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 500 คน  เพื่อสร้างพื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้ลุกขึ้นมาเป็น “ผู้เล่าเรื่องเมือง” ด้วยตัวเอง ผ่านการนำเสนอประสบการณ์จริง ศักยภาพ และการจัดการตนเองของชุมชนในบริบทเมือง พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายและสังคมในวงกว้างสะท้อนถึงพลังของการรวมตัวและการขับเคลื่อนในระดับเมือง

นายวีรพงษ์  เกรียงสินยศ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักสร้างสรรค์โอกาส (สำนัก 6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่ากรุงเทพมหานครในฐานะเมืองหลวงที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง กำลังเผชิญกับความท้าทายของการพัฒนาเมืองที่มีความซับซ้อนทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้ความหลากหลายของผู้คนและรูปแบบการอยู่อาศัย โดยเฉพาะในพื้นที่ “ชุมชนไม่จดทะเบียน” ซึ่งแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเมืองที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากและการพึ่งพาอาศัยกันในระดับพื้นที่ แต่กลับยังขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร การสนับสนุน และพื้นที่ในการสื่อสารศักยภาพของตนเองต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ โครงการสร้างเสริมสุขภาวะและยกระดับชุมชนต้นแบบในพื้นที่ไม่จดทะเบียนกรุงเทพมหานคร (ชุมชนยกกำลังดี) ได้ดำเนินงานในพื้นที่ของตนเองหลากหลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาวะ และพัฒนาสภาพแวดล้อมรอบชุมชนให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ รวมถึงพลังของชุมชนที่ช่วยเสริมสร้างฐานรากเศรษฐกิจให้กับกรุงเทพฯด้วย โอกาสนี้ได้ริเริ่มจัดงานขึ้นภายใต้แนวคิด “เมืองที่ทุกคนมีพลัง และสามารถร่วมสร้างอนาคตไปด้วยกัน” ซึ่งเป็นการยืนยันหลักการสำคัญของการพัฒนาเมืองแบบมีส่วนร่วม (Inclusive City) ที่มองเห็นคุณค่าของทุกกลุ่มคนในเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่มักถูกมองข้าม ให้สามารถเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบ แต่เป็น “หุ้นส่วนของการเปลี่ยนแปลง”

ด้านนายไพบูลย์ บุญประเสริฐ  จากกลุ่มบางกอกฮับ ในฐานะหัวหน้าโครงการชุมชนยกกำลังดี กล่าวว่า วันนี้รูปแบบของงานถูกออกแบบให้เป็น “เมืองจำลอง (City Walk Experience)” ที่มีชีวิต (Living City) โดยใช้พื้นที่จริงของชุมชนเป็นฐานในการจัดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมจะได้เดินสำรวจพื้นที่ เรียนรู้ และมีส่วนร่วมผ่านประสบการณ์ตรงตลอดแนวชุมชนสำหรับการใช้จัดการเรียนรู้จากโลกจริง ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นเส้นทางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งเวทีกลางสำหรับการสื่อสารสาธารณะ พื้นที่นิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริง ตลาดชุมชนที่สะท้อนเศรษฐกิจฐานราก และลานกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้คนทุกช่วงวัย

“ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญที่ครอบคลุมทั้งมิติการเรียนรู้ การสื่อสาร และการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ได้แก่ เวทีนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย (Commune Can Do Policy) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้ถ่ายทอดข้อเสนอและแนวทางพัฒนาที่เกิดจากประสบการณ์จริงสู่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เวทีเครือข่าย (Commune Can Do Network) ที่มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม นิทรรศการภาพเล่าเรื่อง (Photo Story & Exhibition) ที่สะท้อนชีวิต ความหวัง และความท้าทายของคนในชุมชน การแสดงศักยภาพของคนตัวเล็ก (Show) ที่เผยให้เห็นพลังสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ กิจกรรมเวิร์กช็อปและพื้นที่สร้างสรรค์ (Workshop & Play) ที่เปิดพื้นที่การเรียนรู้สำหรับทุกคน หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของงานคือ “Commune Can Do Market” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าตลาดทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร งานฝีมือ ผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือบริการเล็ก ๆ ที่เกิดจากการพึ่งพาตนเอง นอกเหนือจากการเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม งานนี้ยังทำหน้าที่เป็น “กระบวนการทางสังคม” เพราะชุมชนคือพลังของเมือง ที่สามารถมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และร่วมกำหนดอนาคตของกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ทุกคนมีที่ยืน มีคุณค่า และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นายไพบูลย์ กล่าว

ด้านนางอรพิณ วิไลจิตร แกนนำชุมชนริมทางรถไฟตลาดพลูกล่าวว่า ชุมชนริมทางรถไฟตลาดพลู มีประชากรโดยประมาณ 200 ครัวเรือน ส่วนใหญ่คนในชุมชนจะหาเช้ากินค่ำ มีส่วนหนึ่งที่ค้าขาย ประชากรในชุมชนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ ส่วนตัวไม่ได้เป็นคนในชุมชนริมทางรถไฟแต่อยู่ชุมชนข้างเคียงในทุกปีจะมีการนำของขวัญปีใหม่ไปมอบให้ผู้สูงอายุในชุมชนริมทางรถไฟ เพราะชุมชนมีผู้สูงอายุอยู่จำนวนมาก   ข่าวสาร ความรู้ต่าง ๆ หรือความสนใจจากหน่วยงานราชการเข้าไม่ถึง ทำให้คนในชุมชนต้องดูแลกันเองเนื่องจากเป็นชุมชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ยิ่งถ้าเป็นชุมชนที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากจะเข้าไม่ถึงข่าวสารมากยิ่งขึ้น จะมีหน่วยงานเข้ามาก็ต่อเมื่อได้รับแจ้ง หากแจ้งว่ามีผู้ป่วยติดเตียงสาธารณะสุขจะส่งพยาบาลเข้ามาช่วยเหลืออยู่บ้าง

“รู้สึกเปิดโลกมากทำให้ได้เห็นว่ามีอีกส่วนหนึ่งของพื้นที่ ที่ยังขาดอยากที่จะเข้าไปช่วยเหลือ และได้มีพื้นที่ในการคิด การแก้ปัญหาให้กับชุมชนดีกว่าปล่อยเวลาไปเฉย ๆ ทำให้รู้สึกว่าตัวเราเองยังมีแรง ยังสามารถทำอะไรได้มากกว่าการอยู่เฉยๆ  ในชุมชนได้มีการนัดตรวจสุขภาพประจำเดือนของผู้สูงอายุและคนในชุมชนได้มีพื้นที่ในการมาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนกัน ในแต่ละเดือนจะมีการสอนการทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ การออกกำลังกายท่าง่ายๆให้กับผู้สูงอายุเพื่อที่จะให้พวกเขาได้ขยับร่างกายในช่วงเวลาที่อยู่บ้าน มีการบอกข้อดีของการออกกำลังกายและข้อเสียของการไม่ออกกำลังกาย เพื่อเป็นการกระตุ้นการออกกำลังกายให้กับผู้สูงอายุ และมีการฝึกอาชีพเพื่อคนในชุมชนจะได้มีรายได้เล็ก ๆ น้อยเข้ามา เนื่องจากคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ต้องหากิจกรรมง่ายๆมาให้ลองทำ เช่น ทำน้ำยาล้างจาน หรือพิมเสน อยากให้หน่วยเข้ามาให้ความสนใจอย่างน้อย ๆ มีการตรวจสุขภาพให้คนในชุมชนเดือนละครั้ง หรือการจัดกิจกรรมอื่น ๆ ในชุมชน เพื่อมีพื้นที่ให้คนในชุมชนได้ออกมาจากบ้าน เพื่อพบปะ พูดคุยกันให้พวกเขาได้รู้สึกว่ายังมีคนที่เหลียวแล” นางอรพิณ กล่าว

นางสาวปริศนา บัวจูม แกนนำชุมชนยกกำลังดีบ้านเอื้ออาทร หัวหมาก กล่าวว่าชุมชนเอื้ออาทรหัวหมาก เป็นอาคารชุดแนวตั้ง  มี 684 ครัวเรือน มีประชากรในชุมชนราว ๆ 2 พันกว่าคน  ซึ่งรวมประชากรแฝงด้วย ประชากรในชุมชนส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีรายได้น้อย ทำงานรับจ้างทั่วไป เช่น แม่บ้าน  วินมอเตอร์ไซร์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ค้าขาย และอาชีพอิสระ พี่อาศัยอยู่ในชุมชนนี้มา 21 ปี ที่เป็นชุมชนไม่จดทะเบียน เพราะ เราเป็นนิติบุคคล อาคารชุด และปัญหาหลักๆที่พบเจอตลอดระยะเวลาที่อยู่มา คือ ความเลื่อมล้ำ เศรษฐกิจ การเข้าไม่ถึงสิทธิต่าง ๆ ซึ่งชุมชนเราไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของระเบียบกรุงเทพมหานคร พอเวลาเดือดร้อนอะไร ไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงาน เขาก็ไม่สามารถช่วยเหลือเราได้เต็มทึ่ไม่เหมือนชุมชนจัดตั้ง ในฐานะแกนนำก็พยายามหาวิธีการหรือขอความช่วยเหลือตามคำร้องทุกข์ของลูกบ้าน

​“สิ่งที่ได้หลังจากการเข้ามาในเครือข่ายชุมชนไม่จดทะเบียน คือ ได้เพื่อนต่างชุมชนที่มีชะตากรรมเดียวกัน ได้เรียนรู้ว่ากีที่จะลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเอง เราควรไปทางไหนอย่างไรดี ได้แหล่งข้อมูลเพิ่ม รู้ว่าเมื่อเกิดปัญหาเราควรไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานไหน เพื่อที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที  ด้วยปัญหาที่เจอมาอยากให้ทางกรุงเทพมหานครช่วยเหลือในเรื่องของการเข้าถึงสิทธิ์ต่าง ๆ เช่น เมื่อมีการช่วยเหลือเงินให้กับพ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ เราที่เป็นชุมชนไม่จดทะเบียนก็จะไม่ได้ทราบเรื่อง พอไม่ได้ทราบเรื่องเราก็ขาดโอกาสหลายๆอย่าง ในสิทธิประโยชน์ที่เราสมควรได้ เราไม่ได้รู้ตรงนั้น ก็เข้าไม่ถึงและไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง  อยากให้ทางกรุงเทพมหานครมีกิจกรรมเข้ามาส่งเสริมเด็กๆ ในชุมชนของเราอย่างต่อเนื่อง อยากให้เด็กเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ มากกว่านี้” นางสาวปริศนากล่าว     

หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข