วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 17:52 น.

กทม-สาธารณสุข

จิตแพทย์เปิด 9 หลัก “ป้องกัน–รับมือ–เยียวยา” ชวนสังคมหยุดความสูญเสียพร้อมเตือนสัญญาณ PTSD ที่ไม่ควรปล่อยให้ใครเผชิญลำพัง

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

จิตแพทย์เปิด 9 หลัก “ป้องกัน–รับมือ–เยียวยา” ชวนสังคมหยุดความสูญเสียพร้อมเตือนสัญญาณ PTSD ที่ไม่ควรปล่อยให้ใครเผชิญลำพัง

 

ไม่ใช่ทุกบาดแผลจะมีเลือด และไม่ใช่ทุกคนที่รอดชีวิตจะรู้สึกว่าตนเองปลอดภัยแล้ว   เหตุรุนแรงอาจจบลงในเวลาไม่กี่นาที แต่สำหรับผู้ประสบเหตุ ผู้เห็นเหตุการณ์ และครอบครัวผู้สูญเสีย ความกลัวอาจยังคงอยู่ในรูปของภาพเหตุการณ์ย้อนกลับ ฝันร้าย อาการผวา นอนไม่หลับ หรือความรู้สึกผิดยาวนานหลายเดือนหรือหลายปี ขณะเดียวกัน ภาพข่าวที่ถูกเปิดซ้ำ ความเงียบที่ไม่มีใครถามไถ่ และการตีตราที่ขวางทางการขอความช่วยเหลือ อาจยิ่งซ้ำเติมบาดแผลทางใจให้รุนแรงขึ้น

พญ.ดุจฤดี อภิวงศ์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นในสังคม เราไม่ควรปล่อยให้ความสูญเสียแต่ละครั้งกลายเป็นเพียงข่าวที่ผ่านไป แต่ควรใช้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายทบทวนอย่างจริงจังว่า จะป้องกันเหตุรุนแรง รับมือเมื่อเกิดอันตราย และดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร

ความปลอดภัยต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ และการเยียวยาไม่ควรสิ้นสุดทันทีเมื่อสถานการณ์สงบลง เพราะแม้ร่างกายจะพ้นจากอันตราย สมองของผู้ได้รับผลกระทบบางคนอาจยังตอบสนองราวกับภัยคุกคามอยู่ตรงหน้า การช่วยเหลือจึงต้องดูแลทั้งความปลอดภัยทางกายและบาดแผลทางใจควบคู่กัน

การลดความรุนแรงไม่ใช่หน้าที่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเหตุรุนแรงมักเกิดจากหลายปัจจัย จึงไม่ควรเหมารวมว่าคนที่เงียบ คนที่ถูกกลั่นแกล้ง หรือผู้มีปัญหาสุขภาพจิตจะเป็นผู้ก่อเหตุ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าคนนั้นจะใช้ความรุนแรง  สิ่งที่สังคมควรทำคือช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยง ใส่ใจความเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมที่น่ากังวลของคนรอบข้าง เปิดพื้นที่ให้ผู้ที่กำลังเผชิญความทุกข์กล้าขอความช่วยเหลือ และเตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกต้อง ผ่าน 9 หลักสำคัญที่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ ไปจนถึงการเยียวยาหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป

1. เก็บและล็อกอาวุธปืนให้ปลอดภัยที่สุด หากมีปืนในบ้าน ต้องแยกเก็บกระสุนและใส่กุญแจในที่ที่เด็กหรือผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไม่ถึงเด็ดขาด

2. เคารพความแตกต่างและหยุดพฤติกรรมบูลลี่ ตระหนักว่าทุกคนมีความแตกต่างกัน การไม่กลั่นแกล้ง ล้อเลียน หรือตัดคนอื่นออกจากกลุ่ม ช่วยลดบาดแผลทางใจและความกดดันในสังคมได้อย่างมหาศาล

3. สังเกตคนรอบข้างอย่างใส่ใจ เช็กอินเพื่อนหรือคนใกล้ชิดที่ดูเงียบผิดปกติ บางครั้งความใส่ใจเล็กๆ และการถามไถ่เพียงประโยคเดียวก็ช่วยชีวิตคนได้

4. พ่อแม่สร้างเวลาคุณภาพกับลูก หาเวลาพูดคุย ถามไถ่ด้วยความเข้าใจ และตั้งใจรับฟังโดยไม่ตัดสิน เพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและมีที่พึ่งทางใจ

5. หากมีความคิดรุนแรง ให้รีบขอความช่วยเหลือทันที ถ้าเครียด ดิ่ง หรือเริ่มมีความคิดทำร้ายผู้อื่น โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชม. หรือ หาข้อมูลสุขภาพจิตได้ใน www.สุขภาพจิต.com

6. จำกัดการเสพข่าวและงดแชร์ภาพสะเทือนใจ เลิกดูคลิปหรือภาพเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เพื่อปกป้องสภาพจิตใจตัวเอง และไม่ส่งต่อภาพความรุนแรงเพื่อเป็นการให้เกียรติผู้สูญเสีย

7. ไม่ให้พื้นที่สื่อหรือสร้างค่านิยมให้ผู้ก่อเหตุ งดการแชร์ประวัติ เจตนา หรือทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นจุดสนใจ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat Effect)

8. ทบทวนหลักเอาชีวิตรอด "หนี-ซ่อน-สู้" (Run-Hide-Fight) สังเกตทางออกเมื่อไปพื้นที่สาธารณะ และเรียนรู้ขั้นตอนการปฏิบัติตนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเพื่อตั้งสติเอาตัวรอด

9. ร่วมกันสร้างสังคมที่การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติ ลดการตีตราผู้มีปัญหาสุขภาพจิต การพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาคือการดูแลสุขภาวะที่เข้มแข็งและรับผิดชอบต่อส่วนรวม

พญ.ดุจฤดี กล่าวต่อว่า หนึ่งในบาดแผลทางใจที่ต้องเฝ้าระวังคือ โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังเผชิญหรือเห็นเหตุการณ์รุนแรงหรือคุกคามชีวิต เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุร้ายแรง การถูกทำร้ายหรือเผชิญภัยคุกคามรุนแรง การเห็นเหตุการณ์โหดร้าย การสูญเสียบุคคลใกล้ชิดอย่างฉับพลันหรือรุนแรง รวมถึงการสัมผัสรายละเอียดของเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำ ๆ จากการทำงาน

ในระยะแรก หลายคนอาจรู้สึกกลัว เศร้า โกรธ นอนไม่หลับ สมาธิลดลง หรือคิดถึงเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ปฏิกิริยาเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้หลังเหตุสะเทือนขวัญ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็น PTSD คนจำนวนมากจะค่อย ๆ ฟื้นตัวเมื่อเวลาผ่านไปและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม

สัญญาณสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ภาพเหตุการณ์ย้อนกลับ ความทรงจำที่รบกวน ฝันร้าย การหลีกเลี่ยงสถานที่หรือสิ่งที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ความรู้สึกผิด สิ้นหวัง ชาไร้ความรู้สึก แยกตัว รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า รวมถึงอาการสะดุ้งง่าย ระแวง หงุดหงิด สมาธิลดลง และนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัย PTSD ต้องพิจารณาทั้งลักษณะการเผชิญเหตุ กลุ่มอาการ ระยะเวลา และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรตัดสินจากอาการเพียงข้อใดข้อหนึ่ง สำหรับผู้ที่ติดตามภาพข่าวความรุนแรงซ้ำ ๆ แม้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ อาจเกิดความเครียด

พญ.ดุจฤดี กล่าวปิดท้ายว่า การฟื้นฟูเบื้องต้นสามารถเริ่มได้จากการกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย รักษากิจวัตรการนอนและการรับประทานอาหารเท่าที่ทำได้ ฝึกหายใจช้า ๆ ดึงความสนใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ออกกำลังกายเบา ๆ และใช้เวลาอยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย อาจจดบันทึก ฝึกสมาธิ ทำงานศิลปะ หรือฟังและเล่นดนตรี หากกิจกรรมนั้นช่วยให้รู้สึกดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องบังคับตนเองให้เล่าเหตุการณ์ซ้ำก่อนที่จะพร้อม

ควรหลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเพื่อกดความรู้สึก และลดคาเฟอีนหากพบว่าทำให้อาการใจสั่น วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับมากขึ้น การดูแลตนเองช่วยประคับประคองอาการได้ แต่ไม่ใช่สิ่งทดแทนการรักษา หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต ควรพบผู้เชี่ยวชาญ เพราะ PTSD สามารถรักษาได้ด้วยจิตบำบัด ยา หรือทั้งสองอย่างตามความเหมาะสมของแต่ละคน

สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การยอมรับว่าตนเองมีบาดแผล แต่คือการปล่อยให้ตนเองหรือคนที่รักต้องเผชิญกับบาดแผลนั้นตามลำพังการได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น จะช่วยให้ ผู้ได้รับผลกระทบมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข