วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569 03:16 น.

อาชญากรรม

กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงผลสอบเหตุยิง สส.นราธิวาส สั่งลงโทษทางวินัย-อาญา ยันทุกขั้นตอนโปร่งใส

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.50 น.

วันที่ 13 เมษายน 2569 ที่ ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พลโท นรธิป  โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พลตำรวจตรี ประยงค์  โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพันเอก มานะ  ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงความคืบหน้าและข้อเท็จจริงเหตุการณ์ กรณีการนำรถยนต์ราชการในสังกัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส ไปใช้ในการก่อเหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์  ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน

พลโท นรธิป  โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุการณ์ มิได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และเน้นย้ำให้การสืบสวนสอบสวน ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว รอบด้าน และเกิดความชัดเจนในทุกมิติ ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญคือ “ไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด” ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตาม หากพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบคำสั่งของทางราชการ จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด

สำหรับการดำเนินคดีในขณะนี้ หน่วยงานได้บูรณาการการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด ทั้งการสนับสนุนกำลังพล การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการร่วมปฏิบัติในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้การคลี่คลายคดีมีความคืบหน้าไปมาก จนนำไปสู่การติดตามผู้กระทำผิด เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกล่าวถึง มาตรการตรวจสอบภายในว่า ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาการกระทำของเจ้าหน้าที่ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและตอบคำถามข้อสงสัยของสังคมได้อย่างโปร่งใส โดยยืนยันว่าทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้หลักนิติธรรมและสามารถตรวจสอบได้ และเน้นย้ำว่า “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก เรามุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานของหน่วยงาน และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน เพื่อให้ความสงบสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

ในส่วนของความคืบหน้าคดีและการสืบสวน พลตำรวจตรี ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้แจงว่า พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุและการตรวจพิสูจน์รถคันดังกล่าวอย่างละเอียด พบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุ โดยคดีมีความคืบหน้าอย่างมาก จากการได้รับความร่วมมือด้านข้อมูลเชิงลึกจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ทั้งนี้ เร่งตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ให้ยืมรถกับผู้ก่อเหตุ เพื่อขยายผลจับกุมผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะนี้ ทั้ง 4 ราย คือ นายสมพร  ลังเดช, นายอลาวี  อาแว, นายสุนทร  พรหมภักดี และนายธนภัทร วัฒนภิญโญ ได้ถูกจับกุมตัวแล้ว เหลือเพียง ร้อยเอก วิโรจน์ เกตุมณี (หรือนาวาเอก) อดีตนาวิกโยธิน / มือปืน อยู่ระหว่างการหลบหนี ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเร่งติดตามตัว

ด้านความคืบหน้าการตรวจสอบภายใน พันเอก มานะ  ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดเผยผลการสอบสวนกรณีรถยนต์ราชการที่ถูกนำไปใช้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ หมายเลขทะเบียน ญจ 6847 กรุงเทพมหานคร ในความรับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส โดยพบว่า นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานบุคคลและส่งกำลังบำรุง ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ อนุญาตให้ เรือเอก วิโรจน์ เกตุมณี ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ส่วนตัวถึง 3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2569 ไม่มีการแจ้งสถานที่ใช้งาน และไม่ได้จัดทำเอกสารอนุมัติ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน พุทธศักราช 2553 ว่าด้วยรถราชการอย่างชัดเจน

ด้าน คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจึงมีมติให้ดำเนินการเอาผิดต่อ นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ ใน 3 ส่วน คือ: ความผิดทางแพ่ง ต้องชดใช้ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินราชการ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พุทธศักราช 2539 : ความผิดทางวินัย ซึ่งเข้าข่ายวินัยร้ายแรงฐานละเลยหน้าที่ โดยได้ส่งตัวกลับต้นสังกัด และเสนอให้กองทัพเรือพิจารณาโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2457 : ความผิดทางอาญา โดยหน่วยงานได้จัดผู้แทนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมส่งมอบพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวนพิจารณาความเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุลอบยิงเพิ่มเติม

โดยช่วงท้ายของการแถลงฯ พลโท นรธิป  โพยนอก กล่าวว่า ในนามของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ผมขอขอบคุณ พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนทุกท่าน ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมรับฟังการแถลงข่าวในวันนี้ ผมขอเน้นย้ำ เพื่อทำความเข้าใจกับทุกท่านอีกครั้งว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็น "การกระทำความผิดเฉพาะตัวบุคคล" ซึ่งมีการนำทรัพยากรของทางราชการไปใช้โดยมิชอบ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในภาพรวมของหน่วยงานแต่อย่างใด

สำหรับผู้ที่กระทำความผิด จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ทางหน่วยงานขอยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้อง หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ ที่ขัดต่อหลักนิติรัฐและนิติธรรมโดยเด็ดขาด ในขณะเดียวกัน ผมขอเรียนว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มุ่งมั่น และยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จึงใคร่ขอความกรุณาจากพี่น้องสื่อมวลชนและสังคม โปรดทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงว่า กรณีนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล มิได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในภาพรวม และขอความร่วมมือในการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเสียสละ

ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมยืนยันว่า ได้ให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่มีการละเว้นต่อผู้กระทำความผิด เพื่อรักษามาตรฐานของหน่วยงานและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ 
 

หน้าแรก » อาชญากรรม