วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 01:07 น.

อาชญากรรม

ขยายผลรวบแก๊งยาบ้า 5 รายรวด ซื้อขายผ่านเฟซบุ๊ก

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สลุย สนธิกำลังทหารชุดเฉพาะกิจ เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร หลังได้รับข้อมูลจากพลเมืองดี ก่อนขยายผลจากผู้เสพรายแรก สู่การจับกุมเครือข่ายยาบ้าได้รวดเดียว 5 ราย พร้อมของกลางยาบ้ารวมกว่า 220 เม็ด พบพฤติกรรมเกี่ยวข้องทั้งเสพและจำหน่าย โดยหนึ่งในผู้ต้องหาสารภาพสั่งซื้อยาผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีภรรยาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

 

ขณะที่การจับกุมครั้งนี้สร้างความตกใจให้ครอบครัวผู้ต้องหารายหนึ่งเป็นอย่างมาก โดยมารดาของชายวัย 57 ปี ถึงกับไม่เชื่อลูกชายจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เนื่องจากเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการเข่าเสื่อม และอาศัยอยู่กับครอบครัวมาตลอด

 

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ภายหลังหน่วยข่าวกรองทหารได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า นายสมรัก อายุ 42 ปี ชาวตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งเสพและจำหน่าย สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน รวมทั้งมักมั่วสุมเสพยาในพื้นที่ใกล้ร้านปะยางข้าง อบต.หงษ์เจริญ

 

 

จากข้อมูลดังกล่าว พ.ต.ท.ศตกาญจน์ นวลมี รอง ผกก.สส.สภ.สลุย พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิจิตร สามัญเมือง สว.สส.สภ.สลุย ร่วมกับทหารชุดต่อต้านข่าวกรองที่ 1 ชุมพร กองกำลังเทพสตรี และทหารชุดเฉพาะกิจรัตนรังสรรค์ วางแผนเข้าตรวจสอบและจับกุม

 

เจ้าหน้าที่เดินทางไปยังห้องแถวเช่าเป้าหมายริมถนนสายขาล่องใต้ พบประตูบ้านเปิดอยู่ ภายในมีรถจักรยานยนต์จอดหลายคัน เมื่อตรวจสอบภายในห้องพัก พบนายสมรักอยู่ในสภาพสะลึมสะลือคล้ายเพิ่งเสพยาเสพติด ข้างตัวพบอุปกรณ์การเสพยาบ้า ทั้งหลอดดูด กระดาษฟอยล์ และไฟแช็ก จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

 

หลังการสอบถาม นายสมรักยอมรับว่าเพิ่งเสพยาบ้ามา และยาบ้าที่ใช้เสพได้ขอแบ่งมาจากนายป้อม จำนวน 2 เม็ด ก่อนยินยอมให้ความร่วมมือในการขยายผลเพื่อลดโทษ นำเจ้าหน้าที่ไปยังบ้านของผู้ที่นำยามาแบ่งให้

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านของนายสุรเชษฐ หรือ “นายป้อม” อายุ 42 ปี ชาวตำบลหงษ์เจริญ พบกำลังตัดหญ้าอยู่หน้าบ้าน โดยนายป้อมยอมรับว่าเป็นเจ้าของยาบ้าที่เหลืออยู่ 1 เม็ด ซึ่งซุกอยู่ในกางเกงขาสั้นหลังบ้าน พร้อมอ้างว่าซื้อมาเสพเพื่อทำงานสวน ไม่ได้มีไว้จำหน่าย ก่อนเปิดเผยว่ายาบ้าดังกล่าวซื้อมาจากนายพงศธร แซ่เอียม หรือ “นายโอ๋” ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

 

เจ้าหน้าที่จึงขยายผลต่อไปยังบ้านนายโอ๋ แต่ไม่พบตัว กระทั่งทราบว่าไปอยู่บ้านญาติใกล้เคียง เมื่อเข้าตรวจสอบพบ นายพงศธร อายุ 42 ปี นั่งอยู่หน้าบ้าน จึงเข้าจับกุมและตรวจค้นพบยาบ้า 6 เม็ด ซุกอยู่ในกระเป๋าสะพาย

 

ระหว่างปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ยังสังเกตเห็นชายอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้กันมีท่าทีพิรุธ จึงเข้าตรวจสอบและพบยาบ้า 2 เม็ด ซุกอยู่ในก้อนอิฐซีแพค ทราบชื่อคือ นายประสิทธิ์ อายุ 57 ปี ซึ่งยอมรับว่าเพิ่งซื้อยาบ้ามาจากนายโอ๋จำนวน 3 เม็ด และเสพไปแล้ว 1 เม็ด โดยอ้างว่าใช้เพื่อเพิ่มกำลังในการกรีดยาง เนื่องจากเพิ่งผ่าตัดเข่ามา

 

ด้านนายโอ๋ให้การรับสารภาพว่า ตนเองซื้อยาบ้ามาจากนายคมสัน หรือ “นายตู่” อายุ 27 ปี และนำมาแบ่งขายให้เพื่อนและคนรู้จักในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน พร้อมยินยอมให้ความร่วมมือในการล่อซื้อเพื่อติดตามตัวผู้จำหน่ายรายใหญ่

 

เจ้าหน้าที่จึงใช้วิธีให้นายโอ๋ส่งข้อความติดต่อขอซื้อยาบ้า โดยใช้เพียงข้อความสั้น ๆ และสติกเกอร์รูปนิ้วโป้ง ซึ่งเป็นรหัสที่ใช้สื่อสารกัน ก่อนจะได้รับการตอบกลับให้นำเงินมารับยาได้ที่บ้านพัก

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้วางกำลังลัดเลาะผ่านสวนปาล์มน้ำมันเข้าประชิดพื้นที่เป้าหมาย และสามารถจับกุมนายคมสันได้ขณะกำลังเตรียมยาบ้าไว้ส่งมอบ พร้อมตรวจยึดยาบ้าของกลางได้จำนวน 220 เม็ด

 

นายคมสันให้การรับสารภาพว่า สั่งซื้อยาบ้าผ่านเฟซบุ๊ก โดยผู้ขายจะส่งพิกัดจุดรับของให้ในพื้นที่ ต.วังไผ่ อ.เมืองชุมพร สั่งซื้อครั้งละประมาณ 200-400 เม็ด ก่อนนำมาแบ่งขายในราคาเม็ดละ 50 บาท ส่วนเงินที่ได้จากการจำหน่ายจะโอนเข้าบัญชีภรรยาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

 

จากการตรวจสอบประวัติ พบว่านายคมสันเคยถูกจับกุมคดียาเสพติดมาแล้ว 1 ครั้ง แต่ยังกลับมาก่อเหตุซ้ำ โดยเปลี่ยนบทบาทจากผู้เสพเป็นทั้งผู้เสพและผู้จำหน่าย

 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สลุย ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยนายสมรักถูกแจ้งข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ส่วนนายสุรเชษฐและนายประสิทธิ์ ถูกแจ้งข้อหาครอบครองยาบ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่นายพงศธรและนายคมสัน ถูกแจ้งข้อหาครอบครองยาบ้าเพื่อจำหน่าย นอกจากนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดยังถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมฐานมีสารเสพติดในร่างกายอีกกระทงหนึ่ง

 

ทั้งนี้ การจับกุมดังกล่าวถือเป็นการขยายผลจากผู้เสพรายแรกไปสู่เครือข่ายจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าปัญหายาเสพติดยังคงแพร่ระบาดในชุมชน และเจ้าหน้าที่เตรียมเดินหน้าสืบสวนขยายผลถึงแหล่งต้นทางที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางซื้อขายต่อไป.
 

หน้าแรก » อาชญากรรม