วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 08:14 น.

อาชญากรรม

ตร.อุดรฯเปิดยุทธการ ทลายเครือข่ายศูนย์บัญชีม้าจีนเทา-นายทุนเงินกู้นอกระบบ ยึดทรัพย์มโหฬาร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.40 น.

วันที่ 16 ก.ค.69 ที่หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พล.ต.ต.ธวัชชัย ถุงเป้า ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี ได้แถลงข่าวผลการปฏิบัติงานทลายเครือข่ายบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเครือข่ายปล่อยเงินกู้นอกระบบเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมาย พร้อมจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดของกลางจำนวนมาก นับเป็นครั้งมโหฬารครั้งใหญ่ของตร.อุดรธานี

 

พล.ต.ต.ธวัชชัย ถุงเป้า ผบก.ตร.ภูธร จ.อุดรธานี กล่าวว่า หลังชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี นำหมายค้นศาลเข้าตรวจค้นหลายจุดในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี สามารถ ปฏิบัติการครั้งแรก เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ตำบลบ้านเลื่อม อำเภอเมืองอุดรธานี หลังสืบสวนพบว่าใช้เป็นศูนย์บริหารจัดการบัญชีม้า สามารถจับกุม น.ส.พรรณิภา อายุ 33 ปี น.ส.ชลธิชา อายุ 23 ปี และนายธนยุทธ อายุ 20 ปี พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 20 เครื่อง โน้ตบุ๊ก และสมุดบัญชีธนาคารหลายเล่ม

 

โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ารับจ้างกดเงินและโอนเงินตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างชาวจีน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขยายผลเข้าตรวจค้นสำนักงานอีกแห่งในพื้นที่ตำบลหมากแข้ง พบระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมโทรศัพท์มือถือระยะไกลจำนวน 21 เครื่อง ใช้เป็นระบบ Payment Gateway สำหรับรองรับการโอนเงินของเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมจับกุม น.ส.พรทิพย์ อายุ 36 ปี และตรวจยึดเงินสด 152,690 บาท รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ สมุดบัญชี และบัตรเอทีเอ็มจำนวนมาก

 

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าว เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝากหรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังเปิดปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายปล่อยเงินกู้นอกระบบ หลังได้รับร้องเรียนจากประชาชนว่าถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกฎหมายและยึดรถเป็นหลักประกัน โดยจุดแรกเข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ตำบลเชียงยืน จับกุม นายเสกสัณห์ อายุ 49 ปี พร้อมตรวจยึดรถยนต์ของลูกหนี้ 4 คัน สมุดรายชื่อลูกค้า สัญญาเงินกู้ และพบอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. พร้อมกระสุน 50 นัด และปืนลูกซองอีก 1 กระบอกซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน เจ้าตัวอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ลูกค้านำมาค้ำประกันเงินกู้

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ขยายผลเข้าตรวจค้นลานจอดรถในพื้นที่ตำบลสามพร้าว จับกุม น.ส.วรภัสร์ อายุ 50 ปี พร้อมตรวจยึดรถยนต์และรถกระบะของลูกหนี้อีก 8 คัน จากการสืบสวนพบว่ามีการปล่อยเงินกู้โดยหักค่าดำเนินการและค่าจอดรถล่วงหน้า 20-23 เปอร์เซ็นต์ของเงินต้น เมื่อนำมาคำนวณพบว่าอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจริงสูงถึง ร้อยละ 120-228.125 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงแจ้งข้อหาประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วน นายเสกสัณห์ ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

 

สำหรับผลการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเงินสด 152,690 บาท โทรศัพท์มือถือ 43 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 19 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 22 ใบ คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก 4 เครื่อง รถยนต์และรถกระบะรวม 12 คัน อาวุธปืน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืน 50 นัด รวมทั้งเอกสารสัญญาเงินกู้และสมุดรายชื่อลูกหนี้จำนวนมาก โดยตำรวจยืนยันจะเดินหน้าขยายผลถึงผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด เพื่อปราบปรามทั้งเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและนายทุนเงินกู้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

 

ทางด้าน พ.ต.ท.ดำรงณ์ หีบทอง รองผกก.สืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยผลปฏิบัติการและรูปแบบการทำงานของเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ว่า จุดที่ใช้เป็นออฟฟิศจัดการระบบการเงิน มีแอดมินชาวไทยจำนวน 4 คน ทำหน้าที่สลับผลัดเวรดูแลตลอด 24 ชั่วโมง (แบ่งเป็นผลัดละ 2 คน คนละ 12 ชั่วโมง) โดยแอดมินไทยที่เข้าเวรจะไม่ได้รับอนุญาตให้สัมผัสหรือใช้งานคอมพิวเตอร์โดยตรง แต่ระบบทั้งหมดจะถูก "บอสใหญ่" รีโมทสั่งการมาจากต่างประเทศ บอสใหญ่จะส่งคำสั่งเป็นภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ระบุให้แอดมินใช้โทรศัพท์ตามหมายเลขที่กำหนด โอนเงินตามยอดที่ระบุ (เช่น ยอดละ 5,000 บาท) ไปยังบัญชีปลายทาง

 

เมื่อแอดมินโอนเงินสำเร็จ จะต้องส่งหลักฐานสลิปการโอนเข้าไปในกลุ่ม Telegram อีกกลุ่มเพื่อเช็คงาน ซึ่งจะมีทีมงานคอยตรวจสอบความถูกต้องและสแกนเช็ค QR Code เพื่อป้องกันสลิปปลอม จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้โทรศัพท์มือถือกว่า 50 เครื่องในการกระจายโอนเงินไปยังบัญชีม้าต่างๆ นกจากนี้มีการซอยย่อยยอดเงินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนสะพัดกว่า 3 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นเดือนละ 90 ล้านบาท

 

จากการสอบสวนพบว่าแอดมินบางรายทำงานมานานเกือบ 1 ปี เจ้าหน้าที่จึงประเมินมูลค่าความเสียหายหมุนเวียนในระบบของเครือข่ายนี้สูงถึง 1,000 ล้านบาท ในส่วนความเชื่อมโยงกับระบบ Payment Gateway นั้น พ.ต.ท.ดำรงณ์ ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์ ทั้งเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ และขบวนการค้ายาเสพติด ได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้บัญชีม้าโดยตรง หันมาพึ่งพาจัดตั้งระบบผ่าน Payment Gateway

 

ต่างจากในอดีตเมื่อเงินเหยื่อโอนเข้าบัญชีม้า เจ้าของบัญชีจะเห็นการแจ้งเตือนและแอบไปกดเงินออกเอง (ม้าบิดเงิน) กลุ่มอาชญากรจึงยอมหักเปอร์เซ็นต์ประมาณ 3% ให้ระบบ Payment Gateway เป็นตัวกลางเพื่อความปลอดภัยของเงิน ซึ่งระบบ Payment Gateway จะรับเงินสีเทาเข้ามา ก่อนจะทำการฟอกเงินด้วยการแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) หรือโอนกระจายไปยังบัญชีม้าแถว 1, 2, 3, 4 เพื่อกดเป็นเงินสด แล้วจึงนำเงินที่ฟอกสะอาดส่งกลับคืนไปยังกลุ่มทุนผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งจุดที่เจ้าหน้าที่ทลายได้ที่จังหวัดอุดรธานีนี้ คือปลายทางของขบวนการโอนเงินเข้าบัญชีม้าดังกล่าวนั่นเอง

 

หน้าแรก » อาชญากรรม