วันพฤหัสบดี ที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.08 น.
ทล.จัดMarket Sounding ทางหลวงพิเศษหมายเลข 5 เล็งประกาศเชิญชวนร่วมลงทุน ปี69
นายพงศกร จุลละโพธิ รองอธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า กรมทางหลวง ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต–บางปะอิน โดยมีวงเงินค่าลงทุนโครงการรวม 30,080 ล้านบาท ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Gross Cost) การจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสนใจและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้การรวบรวมความคิดเห็นครอบคลุมทุกมิติ และใช้ประกอบการจัดทำเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) ก่อนออกประกาศเชิญชวนร่วมลงทุนโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2569 ต่อไป
นายสุวิชาณ สุระบาล ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) กรมทางหลวง กล่าวว่า สำหรับแผนดำเนินโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน ระยะทางประมาณ 29 กิโลเมตร ขณะนี้กรมทางหลวงได้ เปิดรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) ภายใต้การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP Gross Cost เพื่อประเมินความสนใจและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมแสดงความคิดเห็นนำมาประกอบการจัดทำเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน(RFP) ก่อนออกประกาศเชิญชวนร่วมลงทุนโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2569 มูลค่าโครงการประมาณ 47,881 ล้านบาท โครงการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพหลโยธินตอนบนและถนนวิภาวดีรังสิต เป็นแผนแม่บททางหลวงที่มีมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับจังหวัดปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา

สำหรับรายละเอียดของโครงการภาครัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินและรายได้ทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมผ่านทางส่วนเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการ โดยมีระยะดำเนินโครงการไม่เกิน 34 ปี แบ่งเป็นการ ออกแบบและก่อสร้าง 4 ปี การดำเนินงานและบำรุงรักษาระยะเวลาไม่เกิน 30 ปีนับจากวันเปิดให้บริการ ทั้งนี้คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จากนั้นคัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาภายในปีเดียวกันและเปิดให้บริการในปี 2574 ก่อสร้างแล้วเสร็จโครงการดังกล่าวเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ากว่า 7,928 ล้านบาท และเกิดการขยายตัวของรายได้ในระบบเศรษฐกิจโดยรวม 120,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการลดต้นทุนด้านเวลาเดินทางค่าพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์
“โครงการนี้มีรูปแบบการร่วมลงทุนแบบ PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินและรายได้ทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมผ่านทาง ส่วนเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการ (Availability Payment) ตามผลการดำเนินงานจริง โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการรวมไม่เกิน 34 ปี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี และระยะที่ 2 การดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี นับจากวันเปิดให้บริการ คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 คัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาภายในปีเดียวกัน และเปิดให้บริการในปี 2574 โดยคาดว่าปริมาณจราจรบนโครงการจะอยู่ประมาณ 14.2ล้านคันต่อปี โดยมีค่าเฉลี่ยโตเพิ่มขึ้น 2.5% ต่อปี โดยจะสร้างรายได้ค่าทำเนียมผ่านทางประมาณ 503 ล้านบาท ภายในปีที่30 ของการดำเนินงาน”
อย่างไรก็ตาม โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 มีระยะทางรวมประมาณ 29 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงอนุสรณ์สถาน–รังสิต (7 กม.) ปัจจุบันดูแลโดยกรมทางหลวง และช่วงรังสิต – บางปะอิน (22 กม.) ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินก่อสร้างงานโยธา โดยไปสิ้นสุดที่ทางแยกต่างระดับบางปะอิน ตลอดเส้นทางมีจุดขึ้น–ลงและตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรวม 7 แห่ง ประกอบด้วย รังสิต 1, รังสิต 2, คลองหลวง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นวนคร, วไลยอลงกรณ์ และประตูน้ำพระอินทร์ พร้อมจุดพักรถ (Rest Stop) บริเวณตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรังสิต 1 ขาเข้า ซึ่งออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการแก่ผู้ใช้ทาง