วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 14:28 น.

เศรษฐกิจ

กกพ.ส่งซิกค่าไฟฟ้างวดใหม่ข่าวดีให้คนไทย

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.09 น.

กกพ.ส่งซิกค่าไฟฟ้างวดใหม่ข่าวดีให้คนไทย

 

กกพ.ส่งซิกค่าไฟฟ้างวดใหม่ เป็นข่าวดีให้คนไทย หลังราคาเชื้อเพลงปรับลดลงและค่าเงินบาทแข็ง ขณะที่ สำนักงาน กกพ. ประกาศเปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2569 10-23 พ.ย. นี้

 

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ. ) ได้เปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2569 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 10-23 พ.ย. 2568 เพื่อประกอบการพิจารณาประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค-เม.ย. 2569 ต่อไป 

 

สำหรับการคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2569 ได้แบ่งค่าไฟฟ้าเป็น 2 แนวในการรับฟังความเห็น ได้แก่   

กรณีที่ 1 จ่ายคืนภาระต้นทุนการจัดหาไฟฟ้าคงค้าง (AF) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมดในงวดเดียว จำนวน 47,058 ล้านบาท จะทำให้ค่า Ft อยู่ที่ 79.75 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมอยู่ที่ 4.58 บาทต่อหน่วย 

 

กรณีที่ 2 ตรึงค่า Ft เท่ากับงวดปัจจุบัน (ก.ย.- ธ.ค. 2568) ซึ่งเป็นข้อเสนอของ กฟผ. โดยค่า Ft จะอยู่ที่ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วยจะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมอยู่ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย แต่การชำระหนี้จะเป็นการทยอยชำระคืนภาระต้นทุนการจัดหาไฟฟ้าคงค้างของ กฟผ. คิดเป็นจำนวนเงิน 6,141 ล้านบาท 

 

อย่างไรก็ตามการเปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้าในครั้งนี้เหลือทางเลือกเพียง 2 แนวทาง จากปกติจะมี 3 แนวทาง เนื่องจากภาระคงค้างค่าก๊าซธรรมชาติ (AF) ที่ต้องจ่ายคืนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ กฟผ. นั้น ทาง กกพ. ได้มีมติให้ทยอยจ่ายคืน 6 งวด ในอัตรา 2,580 ล้านบาทต่องวด โดยจะแบ่งเป็นจ่ายคืน กฟผ. 633 ล้านบาท และ จ่ายคืน ปตท. 1,947 ล้านบาท ซึ่งทำให้ภาระดังกล่าวมีกำหนดจ่ายที่แน่ชัด และไม่ถูกนำมาจัดทำเป็นการคำนวณค่าไฟฟ้าในกรณีที่ 3 แต่อย่างใด

 

สำหรับแนวโน้มค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2569 นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนไทย เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่สูงเกินไป เพราะราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติใน Pool Gas มีแนวโน้มปรับลดลงจาก 299 บาทต่อล้านบีทียู เหลือ 288 บาทต่อล้านบีทียู  รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจร (Spot LNG) มีราคาลดลงจาก 13.93 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู เหลือ 12.61 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู รวมถึงราคาน้ำมันเตา,ดีเซล และถ่านหินนำเข้า ก็ปรับลดลง นอกจากนี้ค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นจาก 32.95 บาทต่อดอลล่าร์ เป็น 32 บาทต่อดอลล่าร์ ทำให้สามารถซื้อเชื้อเพลิงจากต่างประเทศในราคาถูกลง โดยต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าถูกลงนี้ เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่เติบโต และสภาพอากาศไม่ได้รุนแรง