วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569 00:55 น.

เศรษฐกิจ

ครม.เคาะ 3 แพ็กเกจคิกออฟ‘Thailand FastPass’ ปลดล็อกลงทุนจริง กว่า 4.8 แสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.55 น.

ครม.เคาะ 3 แพ็กเกจคิกออฟ‘Thailand FastPass’ ปลดล็อกลงทุนจริง กว่า 4.8 แสนล้าน

 

ครม.เศรษฐกิจ เคาะ 3 แพ็กเกจบีโอไอ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 คิกออฟ Thailand FastPass นำร่องเร่งรัดโครงการลงทุนใหม่ให้ลงทุนจริงอีก 56 80 โครงการ มูลค่า 417,490.8 แสนล้านบาท ภายในปีนี้ พร้อมปลดล็อกโครงการค้างท่ออีกกว่า 4 แสนล้าน เตรียมเม็ดเงินกองทุนเพิ่มขีดฯ 510,000 ล้านบาท ยกระดับทักษะบุคลากรไทยครั้งใหญ่ 1 แสนคน และสนับสนุน SMEs ผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ และยกระดับพัฒนาทักษะแรงงานไทย (Reskill & Upskill)

 

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเร่งรัดการลงทุนและการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต โดยมอบหมายให้บีโอไอขับเคลื่อนและดำเนินการ 3 มาตรการ ได้แก่ 1) มาตรการ Thailand FastPass และการแก้ไขปัญหา/อุปสรรคเพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการลงทุนสูง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การผลิตพลังงานสะอาด และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

การจัดทำระบบ Thailand FastPass เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยจะเป็นกลไกใหม่ที่นำมาใช้เพื่อปลดล็อกอุปสรรคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ให้สามารถเดินหน้าลงทุนได้อย่างรวดเร็ว และจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคอย่างถาวร รวมถึงการจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน โดยมอบหมายให้บีโอไอพิจารณากำหนดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น และติดตามการจัดทำ SLA ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกต่อไป โดยตั้งเป้าให้การพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตเร็วขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 20–50 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงอย่างรวดเร็ว พร้อมดำเนินการภายในเดือนธันวาคม 2568

2) มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) จำนวน 1 แสนคน และ 3) มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมาตรการที่ 2 และ 3 จะใช้เงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ ในวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยเร็วและวางรากฐานการเติบโตในระยะต่อไป โดยได้มอบหมายบีโอไอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ดำเนินการขับเคลื่อน

 

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นอกจากกลไก Thailand FastPass แล้ว ในส่วนของสำหรับโครงการแก้ไขปัญหา/อุปสรรคเพื่อและเร่งรัดการลงทุนในระยะสั้นนั้นสำหรับโครงการแก้ไขปัญหาอุปสรรคจะเร่งรัดการลงทุนให้กับโครงการที่พร้อมลงทุนในปี 2568-2570 มูลค่ารวมกว่า 48800,000 ล้านบาท บีโอไอได้คัดเลือกโครงการขนาดใหญ่ที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อนำร่องแก้ไขปัญหาจำนวน 80 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 4.8 แสนล้านบาท โครงการซึ่งส่วนใหญ่ประสบปัญหาด้านระบบเครือข่ายสายส่งไฟฟ้ามีข้อจำกัดในบางพื้นที่ ปัญหาการจัดหาที่ดินอุตสาหกรรม ปัญหาด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมถึงปัญหาเป็นโครงการด้าน Data Center, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานสะอาด, และ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่เผชิญข้อจำกัดด้านวีซ่า ใบอนุญาต และการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบเครือข่ายสายส่งระบบน้ำ ไฟฟ้า การจัดหาที่ดินอุตสาหกรรม และการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ โดยบีโอไอได้คัดเลือกโครงการนำร่อง 65 80 โครงการ มูลค่าลงทุน 4.817,490 แสนล้านบาท โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการลงทุนมีความคืบหน้า ดังนี้

ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้ลงทุนมีพลังงานไฟฟ้าอย่างเพียงพอ จึงมีมติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เร่งรัดการออกประกาศหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้โครงข่ายระบบไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการลงทุนขยายระบบสายส่งไฟฟ้าให้เข้าถึงพื้นที่เป้าหมายตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง เร่งออกหนังสือยืนยันการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำหรับกิจการ Data Center ที่เตรียมลงทุน  นอกจากนี้ เพื่อให้มีกลไกพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อตอบโจทย์ทิศทางการลงทุนสีเขียวในอนาคต จึงให้สำนักงาน กกพ. และปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้าให้เข้าถึงพื้นที่อุตสาหกรรมและสามารถจ่ายไฟฟ้ารองรับการลงทุน Data Center ได้ ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เร่งรัดการออกประกาศหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้โครงข่ายระบบไฟฟ้า และให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ออกหนังสือยืนยันการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำหรับกิจการ Data Center และเร่งรัดการออกประกาศหลักเกณฑ์และที่เกี่ยวข้องกับอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบที่ 2 (UGT2) และโครงการนำร่องซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) ให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนธันวาคม 2568 นอกจากนี้ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวงวางแผนการลงทุนโครงข่ายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการลงทุนสำคัญต่อไป

ด้านพื้นที่ลงทุน เพื่อจัดเตรียมให้มีพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ประสานกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงาน EEC (กรณีในพื้นที่ EEC) เพื่อและ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกนอ. พิจารณาทบทวนการวางและปรับปรุงผังเมืองรวมและผังชุมชน เพื่อกำหนดแนวทางการเพิ่มพื้นที่นิคมฯ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต ภายในเดือนมีนาคม 2569 และให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมสผ. ร่วมกับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกนอ. จัดทำแนวทางปฏิบัติ เพื่อกำหนดแนวทางผ่อนผันให้อนุญาตขุดถมดินเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเตรียมพื้นที่ก่อสร้างไปพลางก่อนระหว่างยื่นความเห็นชอบก่อนรายงาน EIA ได้รับความเห็นชอบ ให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ ให้บีโอไอประสานกับคณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดและติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านกฎหมายต่อไป

 

 

ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกให้กับบริการบุคลากรต่างชาติทักษะสูงที่จะเข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนนักลงทุนอย่างไร้รอยต่อ จึงให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอต่อปริมาณงาน เพื่อลดระยะเวลาการรอคอยวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และให้กรมการจัดหางาน พิจารณายกเว้นการใช้ระบบ e-Work Permit ซึ่งยังพัฒนาไม่เสถียร สำหรับการบริการที่ศูนย์วันสต็อปบริการลงทุน (OSS) ภายในเดือนธันวาคม 2568 และให้พัฒนาปรับปรุงระบบ e-Work Permit สำหรับศูนย์วันสต็อป ให้พร้อมบริการใน OSS อย่างมีประสิทธิภาพพ โดยไม่มีการจัดเก็บข้อมูลม่านตา และทดสอบระบบจนเสถียร ให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนมกราคม 2569 พร้อมเชื่อมโยงระบบ Single Window ของบีโอไอfor Visa and Work Permit กับระบบ e-Visa ของระหว่างบีโอไอและกรมการกงสุลให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทั้ง 3 ด้าน รายงานผลการดำเนินการต่อบีโอไอต่อไป

ด้านการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ บีโอไอจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการออกใบอนุญาตเป็นรายกรณี โดยเฉพาะใบอนุญาตที่มีผลต่อการเริ่มต้นธุรกิจ เพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าลงทุนตามแผนโดยเร็ว และจะนำกลไก Thailand FastPass มาใช้เร่งรัดในระยะต่อไป

ทั้งนี้ โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของบีโอไอในการเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจำนวน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาท  ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) โครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566–2567 แต่ยังติดปัญหาไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ 65 โครงการ มูลค่าลงทุน 271,738 ล้านบาท  ซึ่งที่ผ่านมาบีโอไอได้เร่งประสานงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะรายให้กับนักลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีโครงการบางส่วนสามารถเริ่มลงทุนจริงหรือมีแผนเริ่มลงทุนที่ชัดเจนแล้ว 40 โครงการ มูลค่า 148,543 ล้านบาท โดยยังเหลือโครงการที่ติดปัญหา/อุปสรรคสำคัญต่างๆ เช่น ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ด้านการจัดหาพื้นที่ และใบอนุมัติ/อนุญาตต่างๆ จำนวน 25 โครงการ มูลค่า 123,195 ล้านบาท   และ 2) โครงการขนาดใหญ่ที่เพิ่งได้รับอนุมัติในปี 2568 ที่ประสบปัญหาคล้ายกันและจะนำมาแก้ไขในคราวเดียวกันอีก 15 โครงการ มูลค่า 216,742 ล้านบาท  โดยบีโอไอจะติดตามและเร่งรัดให้โครงการทั้งหมดเดินหน้าได้ เพื่อช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจริงและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงผลักดันการเติบโตต่อเนื่องในปี 2569

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบ มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) ที่ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรจำนวน 100,000 คน แบ่งออกเป็นนักศึกษาที่เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 30,000 คน และแรงงานที่ต้องการยกระดับหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill & Reskill) 70,000 คน โดยการจัดอบรมและยกระดับทักษะแรงงานระดับ ปวส. ขึ้นไป ผ่านรูปแบบการฝึกอบรมทั้ง Bootcamp, การเรียนแบบ Onsite และ Online รวมถึงการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ โดยต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม และ มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่จะให้เงินสนับสนุน 30–50% ของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 100 ล้านบาทต่อบริษัท สำหรับการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยผู้ขอต้องเป็นนิติบุคคลที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่านอกเหนือไปจากการเร่งรัดและแก้ไขปัญหาทั้ง 3 ด้านข้างต้น ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการขับเคลื่อนระบบ FastPass ซึ่งจะเป็นกลไกใหม่ที่นำมาใช้ในอนาคต โดยในระยะแรก บีโอไอได้วางกรอบการดำเนินงานร่วมกับ 5 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และสำนักงาน EEC โดยตั้งเป้าลดเวลาพิจารณาอนุมัติ/อนุญาต ร้อยละ 20–50 พร้อมดำเนินการภายในเดือนธันวาคม 2568

“โครงการ Thailand FastPass จะเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยปลดล็อกโครงการลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ทันที และจะนำไปสู่พร้อมถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคอย่างถาวร เพื่อทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่เสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วตามนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล เพื่อช่วยกระตุ้นเงินลงทุนจริงและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ และส่งผลต่อรวมถึงผลักดันการเติบโตในของปี 2569 ซึ่งรัฐบาลจะผลักดันให้เป็นปีทองของการลงทุน “มาตรการ Thailand FastPass และแพ็กเกจใหม่ของบีโอไอ ทั้งเรื่องการยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวเพื่อแข่งขันได้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเร่งรัดการลงทุนในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการเริ่มแก้ไขอุปสรรคในเชิงระบบ พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ทันสมัยและตอบโจทย์ทิศทางในอนาคตของภาคอุตสาหกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งการผลักดันการลงทุนจริงของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับการลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลครั้งใหญ่ เพื่อวางรากฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายเอกนิติกล่าว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า การขับเคลื่อนระบบ FastPass ในระยะแรก บีโอไอได้วางกรอบการดำเนินงานร่วมกับ 7 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกนอ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมสผ. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน และสำนักงาน EEC โดยตั้งเป้าลดเวลาพิจารณาอนุมัติ/อนุญาต ร้อยละ 20–50 พร้อมดำเนินการภายในเดือนธันวาคม 2568 โดยได้จัดตั้ง “คณะอนุกรรมการ FastPass” มีเลขาธิการบีโอไอเป็นประธาน เพื่อขยายระบบให้ครอบคลุมขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจทั้งหมด

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2566–2567 มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ได้รับอนุมัติแล้วแต่ยังติดปัญหาไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ 65 โครงการ มูลค่าลงทุน 271,738 ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินการของบีโอไอในการเร่งแก้ปัญหาให้นักลงทุนในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาทำให้มีโครงการที่ลงทุนจริงโดยมีโครงการที่ลงทุนจริงแล้ว 24 โครงการ มูลค่า 70,094 ล้านบาท และมีโครงการที่ยังต้องติดตามผลักดันต่อไปอยู่ระหว่างดำเนินการ 16 โครงการ มูลค่า 77,553 ล้านบาท และนอกจากนี้ยังเหลือและโครงการที่ติดต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาอุปสรรคสำคัญต่างๆ เช่น ด้านไฟฟ้า พื้นที่อุตาหกรรม และใบอนุมัติอนุญาตต่างๆ ที่ต้องได้รับการแก้ไข จำนวน 25 โครงการ มูลค่ากว่า 123,195 ล้านบาท 

นอกจากนี้ มีโครงการลงทุนใหม่ที่ได้รับอนุมัติในปี 2568 อีก 15 โครงการ มูลค่า 216,742 ล้านบาท ที่จะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ คาดว่าจะเกิดการลงทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 4.8 แสนล้านบาท ซึ่งจะเกิดการลงทุนจริงในปี 2568 – 2570 ประมาณ 3.9 แสนล้านบาท โดยบีโอไอยืนยันจะติดตามและเร่งรัดให้ทั้งหมดเดินหน้าภายในปี 2569นอกจากนี้มีโครงการลงทุนใหม่ที่ได้รับอนุมัติในปี 2568 อีก 15 โครงการ มูลค่า 216,742 ล้านบาท ที่จะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ คาดว่าการแก้ไขปัญหาและเร่งรัดการลงทุนต่าง ๆ นี้ จะทำให้เกิดการลงทุนรวมจริงเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะเกิดการลงทุนจริงในปี 2568 – 2570 รวมแล้วประมาณ กว่า 4.8 แสนล้านบาท โดยบีโอไอยืนยันจะติดตามและเร่งรัดมาตรการให้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้เดินหน้าได้ภายในปี 2569