วันศุกร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.06 น.
อีสท์ วอเตอร์ มั่นใจปี69ฟื้น
ลั่นเติบโต 15% รุกขยายธุรกิจ EEC
อีสท์ วอเตอร์ มั่นใจปี69ฟื้น คาดส่งน้ำเติบโต 12–15% เดินหน้าขยายธุรกิจนอก EEC หนุนอุตสาหกรรม–ดาต้าเซ็นเตอร์
นายบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จํากัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยว่า ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำ พร้อมขยายบทบาทโครงข่าย Water Grid เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคอุตสาหกรรม เมือง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินงานในปี 2569 จะเติบโต 12–15% จากปีก่อนหน้า ได้เตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านภัยแล้งและน้ำท่วมในระยะยาว ควบคู่การผลักดันการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และการลดน้ำสูญเสีย เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งปี 2568 มีการเตรียมเงินลงทุนไว้ที่ 1,000 ล้านบาท คาดว่า ปีนี้ ก็ใช้เงินลงทุนในระดับเดียวกัน
ในปี2569 นี้ บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกตั้งแต่ช่วงกลางปี คาดว่าจะสามารถส่งน้ำได้มากกว่าปี 2568 เนื่องจากแนวโน้มปริมาณฝนไม่น่าจะตกหนักเหมือนปีก่อน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำปรับตัวเพิ่มขึ้น บริษัทได้ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าสำหรับปี 2570 มองว่าจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านภัยแล้ง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1–2 ของปี ซึ่งการดำเนินงานของบริษัทจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนของสภาพอากาศ
นายบดินทร์ กล่าวว่า ธุรกิจปลายน้ำของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจสัมปทานประปา รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบต่าง ๆ มีจุดเริ่มต้นจากพื้นที่ภาคตะวันออก ก่อนจะขยายการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันตกในบางพื้นที่ สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทมีเป้าหมายขยายธุรกิจออกนอกพื้นที่รับผิดชอบเดิมมากขึ้น โดยมุ่งเน้นธุรกิจปลายน้ำเป็นหลัก เช่น ธุรกิจน้ำประปา เนื่องจากมองเห็นโอกาสในหลายพื้นที่ที่ยังมีช่องว่างด้านการจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงการรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยว นอกเหนือจากพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาธุรกิจใหม่ โดยใช้จุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำ เข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับหน่วยงานและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาน้ำสูญเสียในระบบประปา ซึ่งในบางพื้นที่ยังมีอัตราน้ำสูญเสียสูงถึงประมาณ 30% ขณะที่โครงข่ายเราสามารถช่วยลดอัตราดังกล่าวลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง ผ่านการบริหารจัดการโครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่บริษัทให้ความสำคัญ
นายบดินทร์ กล่าวต่อว่า ปีนี้บริษัทจะมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจด้านน้ำประปาเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนน้ำ และการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบน้ำประปา เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ภาคอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม
ในส่วนของธุรกิจบำบัดน้ำเสีย บริษัทได้ติดตามความคืบหน้าและทิศทางนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเริ่มเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสำคัญกับการบำบัดน้ำเสียมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่สำคัญ อาทิ บ่อวิน และปลวกแดง
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการบำบัดน้ำเสียร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ EEC อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมยังมองว่าธุรกิจบำบัดน้ำเสียเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เวลา เนื่องจากภาครัฐยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาระบบการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ทำให้บริษัทจำเป็นต้องติดตามข้อมูลและความชัดเจนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันยังไม่ได้เข้าไปดำเนินการลงทุนโดยตรง
สำหรับทิศทางธุรกิจ บริษัทจะยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจน้ำดิบเป็นหลักในพื้นที่เดิม ขณะเดียวกัน ธุรกิจปลายน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจน้ำประปาและการปรับปรุงคุณภาพน้ำ บริษัทมีศักยภาพในการขยายบทบาทด้านการบริหารจัดการน้ำออกไปนอกพื้นที่ได้มากขึ้น ขณะที่ในปี 2568 บริษัทได้ส่งน้ำผ่านโครงข่ายรวมทั้งสิ้นประมาณ 270 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับแผนการขยายการดำเนินงานออกนอกพื้นที่ EEC ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาโครงการและการจัดทำสัญญาความร่วมมือกับคู่สัญญาในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งพื้นที่เป้าหมายระยะแรกจะเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาด้านทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะต่างๆ แต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงในการบริหารจัดการน้ำ สอดคล้องกับแนวโน้มด้านดีคาร์บอไนเซชัน (Decarbonization) และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
นายบดินทร์ มองว่า ในช่วงระยะเวลา 2–3 ปีข้างหน้า ภาพรวมของการบริหารจัดการน้ำเสียในประเทศจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น และเป็นทิศทางที่กำลังเติบโต แม้ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม ซึ่งบริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าไปลงทุน โดยบริษัทมีศักยภาพทั้งในบทบาทของผู้รวบรวมน้ำเสีย การบำบัด และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการผลักดันและหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการจัดการน้ำเสียในภาพรวมให้เกิดความชัดเจนและเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคต
ทั้งนี้ยังคงมองประเด็นที่ยังคงน่ากังวลมากที่สุดคือความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่งมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรงขึ้น โดยคาดว่าสถานการณ์ในปี 2570 อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ประเมินไว้ สะท้อนจากช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 ที่พื้นที่ภาคตะวันออกมีปริมาณฝนตกมากกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง และเริ่มเห็นความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างชัดเจน
จากสมมติฐานที่บริษัทประเมินไว้ในปัจจุบัน คาดว่าในปี 2570 ช่วงไตรมาสที่ 2 จะยังไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับแผนอย่างต่อเนื่อง จากการประเมินล่าสุดพบว่า ปริมาณฝนมีแนวโน้มไม่เลวร้ายเกินกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งน้ำไว้แล้วสำหรับปี 2569 เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
“ในอนาคตประเด็นน้ำสูญเสียควรถูกนำมาพิจารณาเชื่อมโยงกับการลดการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากการลดคาร์บอนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น แต่สามารถลดการสูญเสียน้ำได้ ก็จะช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิตและส่งจ่ายน้ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว” นายบดินทร์ กล่าว