วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569 14:20 น.

เศรษฐกิจ

ปตท.จี้รัฐปลดล๊อกกม.หนุนโครงการCCSในไทย

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.33 น.
ปตท.จี้รัฐปลดล๊อกกม.หนุนโครงการCCSในไทย
 
 
ปตท.ชงรัฐเร่งปลดล็อกกฎหมายผลักดันโครงการ CCS เชิงพาณิชย์ในไทย หวังปูทางไทยสู่ Carbon Hub
 
 
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ยังเร่งศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) เพื่อเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ เพราะประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ หากไม่มี CCS เข้ามาเสริม เพราะภาคอุตสาหกรรมหนักและพลังงานยังต้องพึ่งพาฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่าน
 
 
กลุ่ม ปตท. ประเมินว่า CCS จะมีบทบาทในการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้ถึง 45% จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน โดยโครงการCCS แหล่งก๊าซฯอาทิตย์ ถือเป็นนำร่องเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนได้ ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี โดยรูปแบบการกักเก็บคาร์บอนจะใช้หลุมก๊าซเก่าที่หมดสภาพการผลิตมากักเก็บคาร์บอน และมีแผนขยายสู่พื้นที่ในอ่าวไทย ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifer) เบื้องต้นคาดว่ามีศักยภาพรองรับการกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ ประมาณ 5-10 ล้านตันต่อปี เบืองต้นจะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของพื้นที่ดังกล่าวในอ่าวไทย หากโครงการขยายผลสำเร็จ ไทยจะสามารถพัฒนาเป็น Carbon Hub ของภูมิภาค รองรับการกักเก็บคาร์บอนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ขณะนี้มีสิงคโปร์แสดงความสนใจร่วมลงทุนและใช้บริการกักเก็บคาร์บอนในไทย

นายคงกระพัน  กล่าวว่า  โครงการCCSในไทย ยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่มีกฎหมายมารองรับ รวมทั้งโครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนสูง จำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐทั้งการสนับสนุนด้านต่างๆรวมถึงภาษี แม้ว่าภาคเอกชนพร้อมลงทุนและมีศักยภาพด้านเทคนิค
 
 
สำหรับข้อเสนอหลักต่อรัฐบาลใหม่ คือ 1. การตั้งหน่วยงานกลางแบบ Single Window ทำหน้าที่กำกับ อนุญาต และติดตามโครงการ CCS แบบเบ็ดเสร็จ (Delivery Unit) แทนการกระจายอำนาจหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจทำให้ขั้นตอนล่าช้าและขาดเอกภาพในการตัดสินใจ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีความก้าวหน้าในการผลักดันโครงการCCS อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น หากประเทศคู่แข่งเดินหน้าโครงการCCSเร็วกว่าไทยจะทำให้ไทยเสียความได้เปรียบ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน โครงการ CCS อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายปิโตรเลียม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล ความปลอดภัยอุตสาหกรรม และการใช้พื้นที่ใต้ดิน หากไม่มีการบูรณาการชัดเจน อาจทำให้การพัฒนาเชิงพาณิชย์ล่าช้า

2. การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ในระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ประมาณ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน ดังนั้น รัฐควรสร้างสมดุลระหว่าง “บทลงโทษ” และ “แรงจูงใจ” ได้แก่

1) กำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว 2) จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุน (Incentive) สำหรับโครงการนำร่อง และ3) เปิดทางให้โครงการ CCS สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล