วันพุธ ที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.
“พิพัฒน์-เอกนิติ”ประเมินสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง สามารถยืดระยะน้ำมันได้กว่า 60 วัน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมาย โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง
นายพิพัฒน์ กล่าวว่าการประชุมนายกฯได้มอบหมายให้มาประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกระทบหลายๆด้านกับประเทศไทยโดยเฉพาะเรื่องของน้ำมัน ซึ่งอาจจะมีเรื่องของคำถาม คำตอบ เกี่ยวกับ เรื่องราคาสินค้าเป็นอย่างไร ค่าขนส่งเป็นอย่างไร หรือน้ำมันหน้าสถานีบริการเป็นอย่างไร และพวกเราจะอยู่กันอย่างไร ซึ่งเท่าที่ทราบกระทรวงพลังงานบอกว่าเราสามารถอยู่ได้ 60 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพลังงานประมาณการไว้ แต่เราอาจจะยืดระยะเวลาได้มากกว่านั้น โดยการตัดบางสิ่งบางอย่างได้หรือไม่ เช่น การส่งออกแบบไม่มีสัญญา แต่เราต้องมาดูต่อว่าน้ำมันที่เรากันไว้ในแต่ละวันมันจะมีน้ำมันส่วนเกิน เราต้องมาดูต่อว่า เมื่อมีน้ำมันเกินแล้วเราไม่ส่งออก เราจะเอาแทงค์ที่ไหนมาเก็บน้ำมัน ซึ่งตนคิดว่ากระทรวงพลังงานจะต้องหารือกับผู้ประกอบการในทุกบริษัทว่าควรมีแทงค์เท่าไหร่ ถ้ามีน้ำมันส่วนเกินจริงๆเราช่วยกันเก็บได้หรือไม่ ถ้าเก็บแบบนี้ก็จะถือว่ารัฐบาลเอาน้ำมันมาฝากไว้ ดังนั้นก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซ เบนซิน หรือดีเซล และที่สำคัญที่สุดถ้าหากเรายังช็อตต่อไปอีก ซึ่งตอนนี้ดีเซลใช้ B5 เราจะเพิ่มการผลิต B7 หรือ B10 ได้หรือไม่ หรือในส่วนของแก๊สโซฮอล์ เราจะเพิ่มแอลกอฮอล์ไปผสมให้มากขึ้นในเบนซินได้หรือไม่ ดังนั้นเราต้องหารือกันในหลายรูปแบบ
ด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า ตนได้ประชุมกับนายกฯ วงเล็กเมื่อช่วงสายวันนี้(4 มี.ค.) ซึ่งนายกฯ อยากให้พวกเราทุกหน่วยงานและภาคเอกชนมาอัพเดทสถานการณ์ด้วยกัน ทุกคนจะได้มีข้อมูลที่ตรงกัน อย่างที่นายพิพัฒน์ได้พูดไปเรื่องที่จะต้องอัพเดทคือสภาพัฒน์ฯ ที่จะฉายภาพสถานการณ์ล่าสุดว่าเป็นอย่างไร และนายกฯ ยังได้ฝากกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นศูนย์ในการให้ข้อมูลต่างๆเพื่อประสานกับโฆษกกระทรวงต่างๆ ได้ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแกนกลางในการอัพเดทสถานการณ์ที่อยู่หน้างาน หลังจากที่นายกฯไปประชุมวอร์รูมที่กระทรวงต่างประเทศมา ซึ่งคิดว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคน โดยเฉพาะวันนี้มีสื่อออนไลน์เยอะมาก มีทั้งข่าวจริงและไม่จริงจน ทำให้เกิดการตื่นตระหนก นายกฯ ฝากว่าอยากให้กระทรวงการต่างประเทศอัพเดทสถานการณ์ที่หน้างานว่าเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ ตามที่ได้ประชุมวอร์รูมและทางสภาพัฒน์ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งการค้า การลงทุน ในเรื่องที่ 1.คือเรื่องน้ำมัน ซึ่งจะมีกระทรวงพลังงานเข้ามาดูแล 2.เรื่องการขนส่ง ทางกระทรวงคมนาคมเป็นผู้เข้ามาดู และ3.เรื่องของกระทรวงพาณิชย์ที่จะดูเรื่องผลกระทบราคาสินค้าต่างๆ และวันนี้ได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งคงจะคุยเรื่องตลาดทุน นอกจากนี้ยังมีผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่ได้ส่งผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มาให้ข้อมูลในเรื่องของค่าเงินด้วย ซึ่งจะประเมินผลกระทบในทุกมิติ ว่าสุดท้ายแล้วเราจะมีมาตรการอะไรรองรับบ้าง